ดัมมี่

ดัมมี่ (dummy) เป็นเกมไพ่จับคู่ ในการเล่นอาศัยการอ่านใจและอ่านไพ่บนมือคู่ต่อสู้ มากกว่าดวง นักคณิตศาสตร์หรือนักสถิติจะได้เปรียบในการแข่งดัมมี่ (หรือแม้แต่เกม โปเกอร์) การเล่น ดัมมี่ จะใช้เวลาค่อนข้างนาน แล้วแต่จำนวนผู้เล่น ดังนั้น ในความเป็นจริง นักหนันทั่วไปจึงไม่นิยมเล่นเกมนี้ เพราะได้เสียกันช้ากว่าเกมอื่นเช่น ป๊อกเด้ง ที่มีรอบการได้เสียหมุนเร็ว สิ่งที่สนุกในเกมไพ่ ดัมมี่ นอกจากการแข่งขันในเกมปกติคือ การกินมืด หรือ น็อคมืด ซึ่งสิ่งนี้มีผลทางจิตวิทยาในแข่งอีกด้วย

            เกมรัมมี่มีหลายแบบ แบบที่นิยมในประเทศไทยคือดัมมี่ รัมมี่ หรือคนไทยเรียกว่า ดัมมี่

จำนวนผู้เล่น

2-4 คน

การแจกไพ่

            เล่น 2 คนแจกคนละ 11 ใบ ผู้เล่น 3 คนแจกคนละ 9 ใบ ผู้เล่น 4 คนแจกคนละ 7 ใบ

            (ในบางกติกา สำหรับผู้เล่น 2 คน หลังจากแจกไพ่แล้ว จะคัดไพ่ 5 ใบจากกันกองออกแยกไว้ เพื่อให้เป็นการยากแก่การนับไพ่ทำให้เกมท้าทายิ่งขึ้น)

กติกา

            หลังจากแจกไพ่แล้ว ไพ่ที่เหลือคือกองจั่ว ผู้แจกเปิดไพ่ใบบนสุดและวางไว้ข้างๆกองจั่ว ไพ่ใบนั้นถือเป็นกองกลางสำหรับทิ้งไพ่

            ผู้เล่นคนแรกเริ่มโดยการจั่วไพ่หนึ่งใบจากกองจั่ว หรือเก็บไพ่จากกองกลางก็ได้ หลังจากนั้นทิ้งไพ่ลงมาหนึ่งใบโดยวางเรียงต่อจากไพ่กองกลางสำหรับผู้เล่นคนถัดมา เวลาทิ้งไพ่ลงบนกองกลาง ให้จัดเรียงเป็นแถวเพื่อให้สามารถเห็นไพ่แต่ละใบที่ทิ้งลง ตามลำดับ

            เมื่อถึงตาผู้เล่นคนถัดมา ผู้เล่นเลือกว่าจะจั่วหรือเก็บไพ่จากกองกลาง จากนั้นจึงทิ้งไพ่หนึ่งใบโดยวางเรียงต่อจากไพ่กองกลางสำหรับผู้เล่นคนถัดมา และวนไปจนกระทั้งผู้เล่นคนหนึ่งคนใด น็อค หรือ จบเกม

            เป้าหมายคือ ผู้เล่นแต่ละคนจะพยายามเรียงไพ่เป็นชุดๆ ชุดละอย่างน้อยสามใบ คือ จัดตอง (เช่น7โพดำ 7โพแดง 7ข้าวหลามตัด หรือ Jแจ๊คโพดำ Jแจ็คโพแดง  Jแจ็คข้าวหลามตัด Jแจ็คดอกจิก หรือเรียงไพ่ในดอกเดียวกัน เช่น 4ข้าวหลามตัด 5ข้าวหลามตัด 6ข้าวหลามตัด หรือ 10โพแดง Jโพแดง Qโพแดง Kโพแดง ในเกมดัมมี่นี้ ลำดับไพ่ 2 3 4 5 6 7 8 9 10 J Q K A และไม่มีการวนรอบ เช่น A 2 3

การเก็บไพ่

            ผู้เล่นจะเก็บไพ่จากกองกลางได้ก็ต่อเมื่อสามารถนำไพ่จากกองกลางนั้นมาจัดเข้าชุดได้ทันทีเท่านั้น (ชุดเรียงหรือชุดตองอย่างน้อยสามใบ) และผู้เล่นจะต้องมีไพ่อยู่ในมือแล้วอย่างน้อยหนึ่งใบที่จะนำมารวมให้เข้าชุดกับใบที่เก็บได้ ผู้เล่นเก็บโดยเริ่มจากใบที่จะนำมาจัดเข้าชุดและรวบลงมาจนถึงใบสุดท้าย และจะต้องวางไพ่ชุดนั้นหงายขึ้นบนโต๊ะทันที ชุดอื่น ๆ ที่สามารถจัดได้หรือใบฝาก ที่เก็บมาได้นั้นผู้เล่นจะวางลงด้วยก็ได้

            เช่นในกองกลางมีไพ่ 7โพแดง Kข้าวหลามตัด 3โพดำ 8ดอกจิก Jข้าวหลามตัด 10โพดำ ตามลำดับ ผู้เล่น ข มีไพ่ Qข้าวหลามตัด อยู่ในมือ จึงรวบเก็บไพ่จาก Kข้าวหลามตัด ลงมาถึง 10โพดำ และต้องเปิดไพ่ชุด Jข้าวหลามตัด Qข้าวหลามตัด Kข้าวหลามตัด ลงบนโต๊ะทันที ไพ่ใบอื่นๆ ที่เก็บมานั้นต้องเก็บขึ้นในมือด้วยและหากมีชุดไพ่อื่นหรือใบฝากในมือ จะสามารถวางลงด้วยก็ได้ก่อนจะทิ้งไพ่ลงบนกองกลางหนึ่งใบ

การกิน

            เมื่อผู้เล่นคนใดเก็บไพ่จากกองกลางเป็นครั้งแรกและเปิดไพ่ชุดนั้นลงบนโต๊ะ ถือว่าผู้เล่นผู้นั้น เกิด แล้ว ผู้เล่นที่เกิดแล้วจะสามารถวางไพ่ที่จัดเข้าชุดแล้วในมือ หรือวางใบฝาก ลงบนโต๊ะได้ทั้งในตานั้นและในตาถัดๆ มา ไพ่ที่ถูกเปิดออกแล้วไม่ว่าจะเป็นชุดหรือใบฝาก จะไม่สามารถสลับสับเปลี่ยนชุดหรือเก็บกลับขึ้นมาในมือได้อีก

            ผู้เล่นจะไม่สามารถเปิดไพ่ที่จัดเข้าชุดแล้วหรือใบฝากลงจากมือได้ จนกว่าผู้เล่นคนนั้นจะเกิด แล้วเท่านั้น

            การเกิดมีประโยชน์คือ ผู้เล่นจะไม่ถูก ลบมืด และชุดไพ่และใบฝากที่วางลงแล้วจะถือเป้นคะแนน และไม่ต้องถูกหักลบแต้มเมื่อจบเกม

การฝาก

            การฝากคือการต่อไพ่อย่างน้อยหนึ่งใบ (ใบฝาก) จากชุดที่วางออกบนโต๊ะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชุดของผู้เล่นคนอื่น หรือของตัวเองก็ตาม เช่น ถ้าผู้เล่น ก. วางไพ่ชุด 8ดอกจิก 9ดอกจิก 10ดอกจิก Jดอกจิก ลงบนโต๊ะ ผู้เล่น ค.จะมีสิทธิฝาก Qดอกจิก (หรือ 6ดอกจิก 7ดอกจิกก็ได้) โดยการวางไพ่เหล่านั้นลงเมื่อถึงตาของผู้เล่น ค.ซึ่งหากผู้เล่น ค.ฝากด้วยการวาง 7ดอกจิก ผู้เล่นคนอื่นๆ ก็สามารถฝาก 6ดอกจิกต่อได้เช่นกัน แต่หากเมื่อใดก็ตามที่เกิดไพ่ Q K A จะไม่สามารถฝาก ไพ่ 2 หรือ 3 ได้

            อีกตัวอย่าง หากผู้เล่น ก.วางชุดตอง 9 9 9 ลงบนโต๊ะ ผู้เล่นใดที่มีเบอร์ 9 ใบที่เหลือก็สามารถฝากได้เช่นกันเมื่อถึงตาของตน

            การฝากนั้นจะวางไพ่ลงได้ก็ต่อเมื่อเป็นตาของผู้เล่นที่มีใบฝากและหากผู้เล่นได้ เกิด แล้ว หรือจะถือใบฝากไว้ในมือจนกระทั่งจบเกมได้

            หากใบฝากที่จะวางสามารถฝากได้จากสองชุด จะต้องแจกแจงว่าจะฝากจากชุดใด เช่น ถ้ามีการเกิดไพ่ชุดเรียง 6ดอกจิก 7ดอกจิก 8ดอกจิก และชุด 9โพแดง 9ข้าวหลามตัด 9โพดำ ผู้เล่นที่จะฝาก 9ดอกจิก จะต้องแจกแจงว่าจะฝากชุดใด (เพราะถ้าฝากชุดเรียง 6ดอกจิก 7ดอกจิก 8ดอกจิก ผู้เล่นคนอื่นจะมีสิทธิฝาก 10ดอกจิก ต่อได้)

วิธีจบเกมหรือ น็อค

            เมื่อไรที่ผู้เล่นคนหนึ่งคนใดได้จั่วไพ่ หรือเก็บไพ่จากกองกลางแล้ว และจัดเข้าชุดหรือ ฝาก ได้ครบหมด และจะต้องเหลือไพ่ในมืออีกเพียงใบเดียว ถือว่าผู้เล่นนั้น น็อค โดยผู้เล่นจะเปิดไพ่ในมือลงทั้งหมด และคว่ำไพ่ใบสุดท้ายนั้นลง

            หากไม่มีผู้เล่นคนใดสามารถน็อคได้เลย จนกระทั่งไพ่ทั้งหมดจากกองจั่วแล้ว คือผุ้เล่นจั่วไพ่ใบสุดท้าย และทิ้งไพ่ใบหนึ่งลงบนกองกลาง และผุ้เล่นคนถัดมาไม่สามารถเก็บไพ่จากกองกลางเพื่อน็อคได้ จะถือว่าจบเกม

            ผู้เล่นแต่ละคนนับแต้มจากชุดที่วางลงแล้ว และหักลบคะแนนจากไพ่ที่ถืออยู่ในมือ ในเกมถัดมา ผู้เล่นที่น็อคจะได้เป็นคนเริ่มเกม

การนับแต้ม

            ผู้เล่นแต่ละคนจะนับแต้มของตนเมื่อมีการจบเกมหรือ น็อค

            เบอร์ 2 3 4 5 6 7 8 9 ใบละ 5 แต้ม (ยกเว้น 2ดอกจิก ซึ่งมีค่า 50 แต้ม)

            เบอร์ 10 J Q K ใบละ 10 แต้ม (ยกเว้น Qดอกจิก ซึ่งมีค่า 50 แต้ม)

            A ใบละ 15 แต้ม (บางที่มีการนับแต้มของ A เป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 คือ การเรียง A เป็นตอง หรือ การฝาก A ที่เป็นตอง จะนับใบละ 15 แต้ม แต่ถ้าเป็นกรณีที่ 2 คือ การเรียง Q K A หรือการฝาก A ในกรณีนี้จะนับ A เพียง 10 แต้ม เช่นเดียวกับแต้มของ Q และ K)

            ไพ่สเปโตคือไพ่พิเศษซึ่งมีคะแนน 50 แต้มคือ 2 ดอกจิก และ Q ดอกจิก

            ไพ่ใบที่ใช้ น็อค ก็จะถือว่ามีคะแนน 50 แต้ม เช่นกัน

            ผู้เล่นจะได้แต้มเฉพาะจากไพ่ที่ได้วางหงายขึ้นบนโต๊ะแล้วเท่านั้น ไพ่ที่เหลืออยู่ในมือ ไม่ว่าจะเข้าชุดแล้วหรือเป็นใบฝากหรือไม่ก็ตาม จะต้องถูกติดลบ

            ผู้เล่นผู้ใดที่สะสมคะแนนได้ถึง 500 แต้ม (หรือตามแต่กำหนดไว้) ก่อนเป้นผู้ฃนะ

การน็อคสี

            หากผู้เล่นสามารถน็อคโดยไพ่ทุกชุดและใบฝากเป็นดอกเดียวกันหมด จะได้คะแนนเป็น 2 เท่า เช่น ผู้เล่น ก.น็อคด้วย 3โพแดง 4โพแดง 5โพแดง 6โพแดง และ 9โพแดง 10โพแดง Jโพแดง Qโพแดง และใบน็อค ผู้เล่น ก. จะได้คะแนนเป็นสองเท่าในเกมนั้น

            หากผู้เล่นน็อคมืดด้วย (น็อคมืดสี) จะได้คะแนนเป็น 4 เท่า

การลบมืด

            การลบมืด (หรือบางที่เรียกว่า ตกตึก หรือ ย่าง) หมายถึง หากผู้เล่นคนใดยังไม่ได้ เกิด (ไม่ได้เก็บไพ่จากกองกลางเลย) แล้วผู้เล่นคนอื่น น็อค หรือ ไพ่หมดจากกองจั่วโดยที่ไม่มีผู้ใด น็อค ผู้เล่นคนนั้นจะถูกลบมืดคะแนนในเกมนั้นจะถูกติดลบเป็นสองเท่า คือแต้มที่ถืออยู่ในมือทั้งหมด รวมถึงการถูกหักคะแนนในกรณีต่างๆ เช่น ทิ้งโง่ ทั้งเต็ม ทิ้งปี้ หรือถูกฝากสเปโต

การทิ้งโง่

            ผู้เล่น ก. ที่ทิ้งไพ่ลงไปที่กองกลาง แล้วผู้เล่น ข.เก็บไพ่ใบที่ผู้เล่น ก. ทิ้งลงไป ขึ้นมาน็อค เรียกว่า ผู้เล่น ก. ทิ้งโง่ ทำให้ผู้เล่น ข. น็อคในเกม ผู้เล่น ก.ที่ทิ้งไง่ต้องถูกติดลบ 50 คะแนน

กติกาเพิ่มเติม

            ผู้เล่นควรตกลงกันก่อนว่าจะใช้กติกาเหล่านี้หรือไม่ กติกาบางข้อทำให้เกมท้าทายยิ่งขึ้น

  • หากไพ่ใบสุดท้ายที่ใช้น็อคเกมเป็นไพ่สเปโต (2ดอกจิกหรือQดอกจิก) ไพ่ใบนั้นมีค่า 100 แต้ม
  • หากไพ่ใบสุดท้ายที่ใช้น็อคเกมสามารถฝากกองใดกองหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะได้ ไพ่ใบนั้นมีค่า 100 แต้ม
  • การทิ้งมี่ ผู้เล่นที่ทิ้งใบฝากจะถูกหัก 50 แต้มต่อครั้ง
  • การทิ้งเต็ม ผู้เล่นที่ทิ้งไพ่ที่สามารถรวมเข้าชุดได้กับไพ่ในกองกลางอย่างน้อยสองใบ จะถูกหัก 50 แต้ม เช่น หากในกองกลางมีไพ่ 10ดอกจิก และ Qดอกจิก ผู้เล่นที่ทิ้ง Jดอกจิก จะถูกหัก 50 แต้ม โดยทันที หรือ อีกตัวอย่างเช่น หากกองกลางมี K อยู่แล้วสองใบ ผู้เล่นที่ทิ้ง K ลงมาอีกใบจะถูกหัก 50 แต้มทันที
  • ใบหัว ไพ่ใบแรกสุดที่เปิดออกเป็นกองกลางหลังการแจกเรียกว่าใบหัว ซึ่งมีค่า 50 แต้ม หากใบหัวนั้นเป็นสเปโตจะมีค่า 100 แต้ม

การทิ้งปี้หัว หากใครทิ้ง ตัวกัน

การแทงม้าออนไลน์

การแทงม้าออนไลน์ ถือ ว่าเป็นการพนันที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ และ ประเทศอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นเกมพนันกีฬายอดฮิตเลยก็ว่าได้ ส่วน การแทงม้าออนไลน์ ในประเทศไทย ณ ปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักกันมาก และมีหลายท่านให้ความสนใจ เพราะการพนันม้าออนไลน์ในประเทศไทย ณ ปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักกันมาก และมีหลายท่านให้ความสนใจ เพราะการพนันม้าออนไลน์เล่นง่าย ไม่ยุ่งยากไม่ซับซ้อนเหมือนเกมส์พนันกีฬาออนไลน์ ชนิดอื่น อาจจะเป็นเพราะในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องไปถึงสนามแข่งม้า ก็สามารถวางเดิมพัน และรู้ผลการแข่งขันทีพร้อมดูการถ่ายทอดสดกันแบบสุดๆ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การแม้าออนไลน์ ในแต่ละรอบการแข่งขันจะมีม้าลงแข่งทั้งหมดประมาณ 14 ตัว จะแข่งขันกันประมาณ 10 รอบสนาม ส่วนการเดิมพันม้าออนไลน์ เพียงเราทาย ม้าเบอร์ไหนจะเข้าเส้นชัยเท่านั้นเองโดยมีกติกา การวางเดิมพันม้าออนไลน์ จะมี 4 แบบ ดังนี้

  1. การแทง win หมายถึง ให้เราทายว่าม้าเบอร์ไหนวิ่งเข้าเส้นชัย เป็นอันดับที่ 1
  2. การแทงเพลส หมายถึง ให้เราทายว่า ม้าเบอร์ไหนเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 2 3
  3. การแทง 2 ตัว สลับ หรือ quinella หมายถึง ให้เราทายว่า ม้าเบอร์ไหนจะวิ่งเข้าอันดับที่1และ2
  4. การแทง 3 ตัวตรง หรือ trifecta หมายถึง ให้เราทายว่า ม้าเบอร์ไหนจะวิ่งเข้าอันดับที่1 2และ3

เนื้อหาสาระสำคัญลองค้นหาประวัติและการเกิดกีฬา

กีฬาขี่ม้าในโอลิมปิกฤดูร้อน

กีฬาขี่ม้าในโอลิมปิก ถือว่าเป็นกีฬาชนิดเดียวเท่านั้นที่คนกับสัตว์อยู่ในทีมเดียวกัน และชัยชนะจะเกิดขึ้นอยู่กับสัมพันธภาพความเชื่อใจและการยอมรับซึ่งกันและกันระหว่างคนกับม้า นอกจากนั้นยังเป็นกีฬาชนิดหนึ่งในไม่กี่ชนิดที่ชายและหญิงมีความเท่าเทียมกันในทุกด้าน สามารถเข้าร่วมการแข่งขันในรายการใดๆ ด้วยกันโดยมีสิทธิต่างๆที่เหมือนกัน เมื่อได้รับชัยชนะก็ขึ้นรับเหรียญรางวัลที่แท่นเดียวกัน ไม่มีการแบ่งเพศแบบกีฬาชนิดอื่นๆ อีกทั้งยังนับว่าเป็นกีฬาที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากชนิดหนึ่งด้วย

เมื่อประเทศออสเตรเลียได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพเป็นครั้งแรกในการจัดการแข่งขันโอลิมปิกปี 1956 ที่กรุงเมลเบิน์น แต่การแข่งขัน กลับเกิดขึ้นกรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

ในครั้งนั้น ออสเตรเลียเข้มงวดมากเกี่ยวกับกฎหมายกักกันพืชและสัตว์ ก่อนที่จะอนุญาตให้นำม้าเข้าประเทศจะมีกระบวนการที่ยุ่งยากมาก เพื่อตัดปัญหาความยุ่งยากดังกล่าว จึงตัดสินใจให้มีการแข่งขันขี่ม้านอกประเทศ ซึ่งออสเตรเลียเลือกกรุงสต็อกโฮล์ม เมืองหลวงของประเทศสวีเดนเป็นสถานที่แข่งขัน ในขณะที่กีฬาชนิดอื่นๆทั้งหมดทำการแข่งขันที่เมลเบิร์น

นักกีฬาขี่ม้ามาราธอน

เจตกร มีโชคชัย

เจตกร มีโชคชัย ชื่นเล่น ต้น เป็นนักกีฬาขี่ม้ามาราธอนทีมชาติไทย ผู้ขี่ม้าสายพันธุ์อาราเบียนสีเทาชื่อ “อารากอน” เจตกร มีโชคชัย เริ่มขี่ม้าแบบคาวบอยมา 7 ปี ก่อนที่จะเข้าแข่งขันขี่ม้ามาราธอน โดยมี ยอดชัย มีโชคชัย ผู้เป็นบิดาทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอน และเจตกรได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาขี่ม้าในกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 41 ที่จัดขึ้น ณ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งในประเภททีมและบุคคล โดยเป็นตัวแทนจากสังกัดนครราชสีมา

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ ขี่ม้ามาราธอน การแข่งขันขี่ม้าชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่21ประจำปี 2556
  • เหรียญทองแดง ปรีซีเกมส์ 2013 ประเทศพม่า
  • เหรียญเงิน ขี่ม้ามาราธอน ประเภทบุคคล กีฬาขี่ม้าในกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 42 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี
  • เหรียญเงิน ขี่ม้ามาราธอน ประเภททีม กีฬาขี่ม้าในกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 42 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี

รางวัลที่ได้รับ

  • พ.ศ. 2556 รางวัลนักขี่ม้าดาวรุ่งประจำสโมสร งานอี้เควสเทรียนแชริตีไรซิงสตาร์วอร์ดไนท์ 2013 จากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์
  • พ.ศ.2556 รางวัลนักกีฬาดาวรุ่งที่มีผลงานโดดเด่นตลอดปี ประเภทขี่ม้ามาราธอน งานอีเควสเทรียนแชริตีไรซิงสตาร์อวอร์ดไนท์ 2013 จากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์

พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์

พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ชื่อเล่น ปั้น เป็นทั้งนักกีฬามอเตอร์สปอร์ต กอล์ฟ และขี่ม้ามาราธอนชาวไทย ผู้ซึ่งเคยชนะการแข่งขันกีฬาทั้ง 3 ชนิดมาแล้วทั้งสิ้น รวมถึงเป็นเจ้าของสนามโกคาร์ท มอเตอร์สปอร์ตแลนด์ ที่แดนเนรมิตเดิม ตลอดจนเป็นผู้ดำรงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งอุปนายกสมาคมขี่ม้าแห่งประเทศไทย

ผลงาน

พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เป็นที่รู้จักในวงการมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งมีผลงานในระดับแชมป์ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นผู้ก่อตั้งการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทยที่มีชื่อว่า ไทยแลนด์แกรนด์ทัวริงคาร์ รวมถึงการแข่งขันรถยนต์สำหรับผู้หญิงในรายการ ฟีเมลชาลเลนจ์ ขึ้นใน พ.ศ.2542

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 พฤฒิรัตน์เข้าแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ สิงห์โปร.เอ็นดูรานซ์เรซซิง 6 ชั่วโมง 2010 ให้แก่ทีมมอเตอร์สปอร์ตแลนด์ โดยทีมของเขาได้อันดับ 2 จากการแข่งขันครั้งดังกล่าว และวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554 พฤฒิรัตน์เข้าแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ อาร์เอเอทีไทยแลนด์เอ็นดูรานซ์แชมเปี้ยนชิพ 2011 ที่สนามเก่งกระจานเซอร์กิต จังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับทีมเอมมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งทีมของเขาได้อันดับ 3 จากการแข่งขันดังกล่าว

วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เขาเข้าแข่งขันรถยนต์ทางเรียบมาราธอนรายการ อาร์เอเอทีไทยแลนด์เอ็นดูรานซ์แชมเปี้ยนชิพ 2012 ร่วมกับทีมเอมมอเตอร์สปอร์ต โดยได้อันดับ 2 ในรุ่นโอเวอร์ออล และวันที่ 21 ธันวาคมของปีเดียวกันนี้ เขาได้ที่ 2 จากการแข่งขันรายการบางแสนไทยแลนด์สปีดเฟสติวัล 2012 ในรุ่นโตโยต้าบางแสนเอ็นดูรานซ์

กอล์ฟ

 วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555 พฤฒิรัตน์ได้เป็นแชมป์เลกซัสกอล์ฟทัวร์นาเมนท์ 2012 สนามที่ 2 ไฟลท์ซี

ขี่ม้ามาราธอน

ด้านกีฬาขี่ม้ามาราธอน พฤฒิรัตน์เป็นแชมป์การแข่งขันสุลต่านมิซานคัพ 2011 ประเภทบุคคล และชนะการแข่งขันประเภททีมในรายการ มาเลีย-ไทยแลนด์โอเพนเอ็นดูรานซ์ชาลเลนจ์ 2011 ที่ประเทศมาเลเซีย

พฤฒิรัตน์เป็นหนึ่งในสามนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทยผู้เข้าแข่งขันสุลต่านมิซานคัพ 2012 ที่จัดขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2555 ณ รัฐตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ที่ซึ่งมีนักกีฬาจาก 10 ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน และพฤฒิรัตน์ได้เป็นรองแชมป์ขี่ม้ามาราธอนรายการ มาเลเซีย-ไทยแลนด์โอเพนเอ็นดูรานซ์ชาลเลนจ์โทรฟี 2012

ช่วงวันที่ 21-23 มิถุนายน พ.ศ. 2556 พฤฒิรัตน์เป็นหนึ่งในสี่นักกีฬาทีมชาติไทยผู้เข้าร่วมแข่งขันขี่ม้ามาราธอน มาเลเซีย-ไทยแลนด์โอเพนเอ็นดูรานซ์ชาลเลนจ์ 2013 ปีที่ 4 สนามแรก ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองชัปปิง ประเทศมาเลเซีย ปัจจุบัน พฤฒิรัตน์เป็นประธานชมรมขี่ม้าเดอะฮอร์เซส และเป็นหนึ่งในสองตัวแทนทีมชาติไทยผู้เตรียมเข้าร่วมแข่งขัน เอฟอีไอโอเพนยูโรเปียนเอ็นดูรานซ์แชมเปี้ยนชิพ 2013 ที่สาธารณรัฐเซ็ก และ เดอะฮอร์เซสทีมโรดทูเอฟอีไอเวิลด์อีเควสเตรียมเกมส์ 2014 ที่ประเทศฝรั่งเศล

แฟรงก์ ฮอปกินส์

แฟรงก์ ฮอปกินส์ เป็นนักขี่ม้าระดับอาชีพ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งได้ทำการแสดงร่วมกับคณะละครสัตว์ริงลิง เขาเป็นที่รู้จักใรฐานะนักขี่ม้าทางไกลระดับตำนาน โดยได้มีการอ้างว่าชนะการแข่งมา 400 ครั้ง และได้รับการยอมรับโดยผู้คนสมัยเดียวกันกับเขาในฐานะผู้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์ม้ามัสแตง

ชีวิตในวัยเยาว์และการศึกษา

ฮอปกินส์กล่าวว่า เขาเกิดมาจากแม่ที่เป็นชาวลาโกตา และพ่อที่เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายยุโรป ซึ่งเขาได้เติบโตขึ้นมาในทั้งสองวัฒนธรรม และเรียนรู้ที่จะขี่ม้า ดูแลม้า ตั้งแต่เยาว์วัย

ผลงานในระดับอาชีพ

ฮอปกินส์กลายเป็นคาวบอยและนักขี่ม้าระดับอาชีพในทางตะวันตกของสหัฐอเมริกา ที่ซึ่งเขาได้รับชื่อเสียงในการขี่ม้าทางไกล ในบันทึกชีวิตประจำวันอัตชีวประวัติของเขา (ไม่ได้ตีพิมพ์ในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่) และเรื่องราวถึงเพื่อนๆเขาได้อ้างว่าเป็นผู้มีความโดดเด่นคนหนึ่งในฐานะ นักขี่ม้าป่าของโลก ในการแสดงไวลด์เวสต์ของบัฟฟาโล บิลล์ ซึ่งได้ออกทัวร์ในยุโรปเช่นเดียวกับที่สหัฐอเมริกา

เรื่องราวของเขาจำนวนมากได้รับการโต้แย้งจากนักประวัติศาสตร์หลายคน ตัวอย่างเช่น

  • เขาอ้างว่าชนะการแข่งมาแล้วกว่า 400 การแข่งขัน
  • เขาอ้างว่าได้แข่งขันในรายการ 3000 ไมล์อย่างเป็นทางการ โดนผ่านอ่าวซีเรียกับพรมแดนประเทศอื่นๆในตะวันออกกลางอีกสองประเทศ ซึ่งควรจะเกิดขึ้นในคาบสมุทรอาหรับในปี ค.ศ.1890
  • อายุของเขา เมื่อฮอปกินส์แต่งงานในลอสแอนเจลิสใน ค.ศ.1929 เขาได้เขียนในใบสมรสว่าเขาอายุ 44 ปี ซึ่งเขาควรจะใส่ปีเกิดเป็นช่วงประมาณ ค.ศ.1885 มากกว่า ค.ศ.1865 แต่ภาพของเขาใน ค.ศ. 1905 ที่ได้ปรากฎในหน้านี้ ไม่ชัดเจนว่าอยู่ในช่วงอายุ 20 ปี แสดงให้เห็นว่าปีเกิดมาน่าจะใช่ ค.ศ. 1885
  • เขาได้อ้างว่าได้ขี่ม้าร่วมในการแสดงไวลด์เวสต์ของบัฟฟาโล บิลล์ ซึ่งได้รับการโต้แย้งจากผู้ดูแลของศูนย์ประวัติศาสตร์บัฟฟาโล บิลล์ โดยเขาได้กล่าวว่าไม่พบชื่อของฮอปกินส์ในห้องเอกสารใดๆ หากแต่ฮอปกินส์ได้รับการค้นพบในบัญชีรายชื่อปี ค.ศ.1917 ว่าเป็นผู้ได้รับการว่าจ้างของคณะละครริงลิงในฐานะนักแสดงม้า

ใน ค.ศ. 1926 ฮอปกินส์ได้เป็นหัวหน้าคนงานก่อสร้าง ขุดอุโมงรถไฟใต้ดินในย่านใจกลางเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย

ในคริสต์ทศวรรษ 1940 ฮอปกินส์ในวัยสูงอายุได้รับเกียรติเป็นผู้ตัดสินเส้นทางในการแข่งขันขี่ม้ามาราธอน 100 ไมล์ ประจำปีของสโมสรกรีนเมาท์เทนฮอร์ส จนถึงเวลาที่เขาเสียชีวิตใน ค.ศ. 1951 เขาก็ยังคงเป็นแชมป์ขี่ม้ามัสแตงที่ห้าว ซึ่งเขากล่าวว่า เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญมากที่สุด ในทวีปอเมริกาเหนือ

เสียชีวิต

แฟรงก์ ฮอปกินส์ ได้รับการฝังที่สุสานลูเธอรันออลเฟธในมิดเดิลวิลเลจ ควีนส์ครันทรี นครนิวยอร์ก

บาสเกตบอล

บาสเกตบอล (basketball) เป็นกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งแบ่งผู้เล่นเป็น 2 ทีม แต่ละทีม บาสเกตบอลประกอบด้วยผู้เล่น 5 คนพยายามทำคะแนนโดยการโยนลูกเข้าห่วงหรือตะกร้า ภายใต้กติกาการเล่นมาตรฐาน บาสเกตบอล

ตั้งแต่ที่คิดค้นขึ้นในปี พ.ศ. 2434 (ค.ศ.1891) โดยเจมส์ ไนสมิท บาสเกตบอลได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นกีฬาสากลโลก กีฬานี้มีจุดเริ่มต้นจากในวายเอ็มซีเอ ลีกที่เกิดขึ้นในสมัยแรกๆ เป็นระดับมหาวิทยาลัย ต่อมากลายเป็นกีฬาอาชีพ มีการจัดตั้งลีกเอ็นบีเอ(National Basketball Association, NBA) และเริ่มมีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก เมื่อ พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936 ) ถึงแม้ว่าในระยะแรกยังเป็นกีฬาที่เล่นเฉพาะในสหัฐอเมริกา กีฬาชนิดนี้แพร่ขยายไปสู่ระดับสากลด้วยความรวมเร็วปัจจุบันมีนักกีฬาและทีมที่มีชื่อเสียงตามที่ต่างๆทั่วโลก

บาสเกตบอลเป็นกีฬาที่เล่นในร่มเป้นหลัก สนามที่ใช้เล่นมีขนาดค่อนข้างเล็ก คะแนนจะได้จากการโยนลูกเข้าห่วงจากด้านบน (ชูต,shoot) ทีมที่มีคะแนนมากกว่าในตอนจบเกมจะเป็นฝ่ายชนะ สามารถนำพาลูกโดยการกระเด้งกับพื้น (เลี้ยงลูก,dribble) หรือส่งลูกกันระหว่างเพื่อนร่วมทีม เกมจะห้ามการกระทบกระแทกที่ทำให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ (ฟาวล์,foul) และมีกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการครองบอล

เกมบาสเกตบอลมีการพัฒนาเทคนิคการเล่นต่างๆ เช่น การชูต การส่ง และการเลี้ยงลูก รวมไปถึงตำปหน่งผู้เล่น (ซึ่งตามกฎแล้วไม่จำเป็นต้องมี) และตำแหน่งการยืนในเกมรุกและเกมรับ ผู้เล่นที่ตัวสูงถือเป็นข้อได้เปรียบ ถึงแม้ว่าในการเล่นแข่งขันจะควบคุมโดยกฎกติกา การเล่นรูปแบบอื่นๆ สำหรับเล่นผ่อนคลายก็มีการคิดขึ้น บาสเกตบอลก็ยังเป็นกีฬาที่คนนิยมดูอีกด้วย

กฎและกติกา

            กฎเกี่ยวกับขนาดและเวลาที่ใข้แข่ง อาจแตกต่างกันขึ้นกับทัวร์ราเมนต์หรือองค์กรที่จัดการแข่งขัน รายละเอียดในส่วนนี้จะใช้ของสากลและเอ็นบีเอเป็นหลัก

            จุดมุ่งหมายของเกมคือ การทำคะแนนให้ได้มากกว่าคู่แข่งโดยการโยนลูกเข้าห่วงของคู่ต่อสู้จากด้านบน ในขณะที่ป้องกันไม่ให้คู่ต่อสู้โยนลูกลงห่วงของฝ่ายตน การโยนลูกในลักษณะนี้เรียกว่าการชูต(หรือช็อตshot) การชูตที่เข้าห่วงจะได้สองคะแนน แต่ถ้าผู้ชูตอยู่เลยเส้นสามคะแนนออกไปในขณะชูตลูกก็จะได้สามคะแนน เส้นสามคะแนนจะอยู่ห่างจากห่วงเป็นระยะ 6.75 เมตร (22 ฟุต 1 3 / 4 นิ้ว) ในกติกาสากล และ 23 ฟุต 9 นิ้ว (7.24 เมตร) ในกติกาเอ็นบีเอ การชูตลูกโทษหรือที่เรียกว่า ฟรีโทรว์ (free throw) เมื่อฟาวล์มีค่าหนึ่งคะแนน

วิธีการเล่น

            เกมจะแบ่งการเล่นเป็น 4 ควอเตอร์ (quarter) แต่ละควอเตอร์มี 10 นาที (สากล) หรือ 12 นาที (เอ็นบีเอ) ช่วงพักครึ่งนาน 15 นาที ส่วนพักอื่นๆ ยาว 2 นาที ช่วงต่อเวลา (overtime) ยาว 5 นาที ทีมจะสลับด้านสนามเมื่อเริ่มครึ่งหลัง เวลาจะเดินเฉพาะระหว่างที่เล่น และนาฬิกาจะหยุดเดินเมื่อเกมหยุด เช่น เมื่อเกิดการฟาวล์ หรือระหว่างการชูตลูกโทษ เป็นต้น ดังนั้นเวลาทั้งหมดที่ใช้แข่งมักยาวกว่านี้มาก (ประมาณสองชั่วโมง)

            ในขณะใดขณะหนึ่งจะมีผู้เล่นในสนามฝ่ายละห้าคน และจะมีผู้เล่นสำรองสูงสุดทีมละเจ็ดคน สามารถเปลี่ยนตัวได้ไม่จำกัดและเปลี่ยนได้เฉพาะเมื่อเกมหยุด ทีมยังมีโค้ชที่ดูแลทีมและวางกลยุทธ์ในการเล่น รวมถึงผู้ช่วยโค้ช ผู้จัดการทีม นักสถิติ แพทย์ และเทรนเนอร์

            เครื่องแบบนักกีฬาสำหรับทีมชายและทีมหญิงตามมาตรฐานได้แก่ กางเกงขอสั้นและเสื้อกล้ามที่มีหมายเลขผู้เล่นชัดเจนพิมพ์ด้านหน้าและด้านหลังรองเท้าเป็นรองเท้ากีฬาหุ้มข้อเท้า อาจมีชื่อทีม ชื่อนักกีฬา และสปอนเซอร์ ปรากฎบนชุดด้วยก็ได้

            แต่ละทีมจะได้เวลานอกจำนวนหนึ่งสำหรับให้โค้ชและผู้เล่นปรึกษากัน มักยาวไม่เกินนาที ยกเว้นเมื่อต้องการโฆษณาระหว่างการถ่ายทอดสด

            เกมควบคุมโดยกรรมการและหัวหน้ากรรมการผู้ตัดสินในสนาม และกรรมการโต๊ะ กรรมการโต๊ะมีหน้าที่บันทึกคะแนน ควบคุมเวลา บันทึกจำนวนฟาวล์ผู้เล่นและฟาวล์ทีม ดูเรื่องการเปลี่ยนตัว โพเซสซันแอร์โรว์ และซ็อตคล็อก

อุปกรณ์การเล่น

            อุปกรณ์ที่จำเป็นจริงๆในกีฬาบาสเกตบอลมีเพียงลูกบอลและสนามที่มีห่วงติดอยู่ที่ปลายทั้งสองด้าน แต่ในการแข่งขันต้องมีอุปกรณ์อื่นเพิ่ม เช่น นาฬิกา กระดาษบันทึกคะแนน สกอร์บอร์ด โพเซสซันแอร์โรว์ ระบบหยุดนาฬิกาด้วยนกหวีด เป็นต้น

            ลูกบาสเกตบอลชายมีเส้นรอบวงประมาณ 30 นิ้ว (76 เซนติเมตร) และหนักประมาณ 1 ปอนด์ 5 ออนส์ (600 กรัม) ลูกบาสเกตบอลหญิงมีเส้นรอบวงประมาณ 29 นิ้ว (73 ซม.) และหนักประมาณ 1 ปอนด์ 3 ออนส์ (540 กรัม) สนามบาสเกตบอลมาตรฐานในเกมสากลมีขนาด 87 คูณ 50 ฟุต (29 คูณ 15 เมตร) พื้นสนามส่วนใหญ่ทำด้วยไม้

ข้อบังคับ

ผู้เล่นห้ามขยับขาทั้งสองพร้อมกันในขณะเลี้ยงลูก เลี้ยงลูกพร้อมกันทั้งสองมือ หรือเลี้ยงลูกแล้วจับลูกแล้วเลี้ยงลูกต่อเวลาเลี้ยงมือของผู้เล่นต้องอยู่ด้านบนของลูก มิฉะนั้นจะนับว่า ถือลูก ถ้าทีมพาลูกไปยังแดนของฝ่ายตรงข้ามของสนามแล้ว ห้ามนำลูกกลับเข้าแดนตนเอง อีก ห้ามเตะหรือชกลูก ถ้าทำผิดกฎข้อห้ามเหล่านี้จะเสียการครองบอล อีกฝ่ายจะเป็นฝ่ายได้ลูกไปเล่น แต่ถ้าฝ่ายรับทำผิดกฎฝ่ายที่ครองบอลจะได้เริ่มช็อตคล็อกใหม่

ฟาวล์

            กรรมการแสดงสัญญาณฟาวล์โดยการเป่านกหวีดแล้วชูกำปั้นข้างซ้ายขึ้น การเล่นที่กระทบกระทั่งผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามให้อีกฝ่ายเสียเปรียบและไม่เป็นธรรม ถือเป็นข้อห้ามถ้าฝ่าฝืนจะนับเป็น ผู้เล่นตั้งรับมักจะเป็นคนทำฟาวล์แต่ผู้เล่นฝ่ายรุกก็สมารถทำฟาวล์ได้เช่นเดียวกัน คนที่ถูกฟาวล์จะได้ส่งลูกจากข้างสนาม เพื่อเล่นต่อ หรือได้ชูตลูกโทษ หรือ ถ้าฟาวล์เกิดขึ้นขณะกำลังชูตลูก การชูตลูกโทษลงห่วงครั้งหนึ่งจะได้หนึ่งคะแนน ผู้เล่นได้ชูตลูกโทษหนึ่งกี่ครั้งขึ้นกับว่าลูกที่ผู้เล่นชูตตอนถูกฟาวล์นั้นได้แต้มหรือไม่ เวลาชูตลูกโทษผู้เล่นต้องยืนหลังเส้นลูกโทษซึ่งห่างจากห่วง 4.5 เมตร

เทคนิคพื้นฐาน

ตำแหน่งผู้เล่นและโครงสร้าง

            ถึงแม้ว่าในกฎจะไม่กำหนดตำแหน่งใดๆ ของผู้เล่น แต่เรื่องนี้มีวิวัฒนาการจนเป็นส่วนหนึ่งของบาสเกตบอล ในช่วงห้าปีแรกของเกม จะใช้ การ์ดสองคน ฟอร์เวิร์ดสองคน และเซ็นเตอร์หนึ่งคนในการเล่น ตั้งแต่คริสต์ทรรษ 1980 เป็นต้นมา มีการแบ่งชัดเจนขึ้นเป็น พอยการ์ด(หรือการ์ดจ่าย) ชู้ตติ้งการ์ด สมอลฟอร์เวิร์ด เพาเวอร์ฟอร์เวิร์ด และ เซ็นเตอร์ ในบางครั้งทีมอาจเลือกใช้ การ์ดสามคน แทนฟอร์เวิร์ดหรือเซ็ตเตอร์คนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า three guard offense

          การเล่นตั้งรับ มีหลักการแตกต่างกันสองรูปแบบ คือ ตั้งรับโซน (zone defense) และ แบบแมน-ทู-แมน (man-to-man defense) การตั้งรับแบบโซน ผู้เล่นจะยืนคุมผู้เล่นฝ่ายบุกที่อยู่ในโซนที่ตัวเองรับผิดชอบส่วนแบบ แมน-ทู-แมน นั้น ผู้เล่นฝ่ายรับแต่ละคนจะยืนคุมและป้องกันผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามที่โค้ชวางแผนการเล่นเอาไว้

            ส่วนการเล่นบุกทำคะแนนมีหลากหลายว่า เกี่ยวข้องกับแผนการส่งลูก และการเคลื่อนไหวของผู้เล่นที่ไม่ถือลูก การคัท (cut) หรือวิ่งตัด คือการที่ผู้เล่นที่ไม่มีลูกวิ่งอย่างรวดเร็วไปยังตำแหน่งที่ได้เปรียบ การสกรีน (screen) หรือ พิก (pick) คือการที่ผู้เล่นฝ่ายบุกยืนขวางทางผู้เล่นฝ่ายรับที่ประกบเพื่อนร่วมทีมในขณะที่เพื่อนร่วมทีมนั้นวิ่งตัดข้างๆ เขา การเล่นสองแบบนี้สามารถรวมเข้าเป็นพิกแอนด์โรล (pick and roll) โดยที่ผู้เล่นคนแรกทำพิกจากนั้นก็หมุนตัววิ่งเข้าหาห่วง (ซึ่งเรียกว่าโรล) สกรีน และ คัท เป็นส่วนสำคัญของการเล่น ทำให้ส่งลูกและทำคะแนนได้สำเร็จ ทีมมักมีแผนการเล่นที่หลากหลายเพื่อให้อีกฝ่ายไม่สามารถคาดเดาการเล่นได้ ในสนามผู้เล่นตำแหน่งพอยท์การ์ดมักมีหน้าที่บอกแผนการเล่นที่จะใช้ให้กับเพื่อนร่วมทีม

            โครงสร้างของการตั้งรับ การบุก และตำแหน่งการเล่น ถูกเน้นในการเล่นบาสเกตบอลระดับสูง และเป็นสิ่งที่โค้ชจะขอเวลานอกเพื่อคุยกับลูกทีม

การชูต

            การชูตเพื่อทำคะแนนนั้น วิธีการจะแตกต่างกันไปขึ้นกับผู้เล่นและสถานการณ์ ที่จะอธิบายต่อไปนี้เป็นเทคนิคพื้นฐานที่ใช้มากที่สุดในการเล่น

            ผู้เล่นเอาลูกไปพักบนปลายนิ้วมือข้างถนัด ให้อยู่สูงกว่าศรีษะเล็กน้อย ส่วนมืออีกข้างประคองด้านข้างลูก จากนั้นก็ยืดแขนข้างท่พักลูกให้เหยียดตรงให้ลูกลอยออกจากปลายนิ้วในขณะที่บิดมือลง ปกติมืออีกข้างประคองลูกเพื่อควบคุมทิศการชูตเท่านั้น ไม่มีส่วนในการให้แรงส่ง

            ผู้เล่นมักชูตลูกให้ลูกหมุนแบบแบ็กสปิน (backspin) กล่าวคือหมุนย้อนไปข้างหลังขณะที่ลูกเคลื่อนไปยังห่วง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกกระดอนออกจากห่วงหลังจากการกระทบ ผู้เล่นส่วนมากชูตไปยังห่วงตรงๆ แต่มันค่อนข้างยาก แต่ในบางครั้งผู้ชูตอาจชูตให้กระดอนกับแป้นแทน

            วิธีการชูตที่ใช้บ่อยสุด ได้แก้ เซ็ตซ็อต (set shot) และ จัมป์ช็อต (jump shot) เซ็ตช็อตคือการชูตขณะที่ทั้งสองเท้ายังอยู่ติดพื้น ใช้ในการชูตฟรัโทรว์ ส่วนจัมพ์ช็อต คือการชูตขณะที่กำลังกระโดดปล่อยลูกขณะที่ตัวอยู่ตำแหน่งลอยตัวสูงสุด การชูตวิธีนี้ให้กำลังมากกว่าและชูตได้ไกล อีกทั้งสามารถกระโดดลอยตัวเหนือผู้เล่นที่ยืนตั้งรับได้ด้วย

            ผู้เล่นที่ชูตเก่งนอกจากจะมีสัมผัส การทรงตัว ความกล้า และการฝึกฝนที่ดีแล้ว ยังต้องรู้จักเลือกโอกาสการชูตอีกด้วย ผู้เล่นระดับแนวหน้ามักชูตไม่พลาดเมื่อไม่มีผู้เล่นอื่นมาประกบ

การส่งบอล

            ในการส่งบอล (pass) ระหว่างผู้เล่น ผู้เล่นมักส่งในจังหวะที่ก้าวไปข้างหน้าเพื่อ้พิ่มกำลังส่ง และอาศัยมือประคองในจังหวะที่ปล่อยลูกเพื่อช่วยเรื่องความแม่นยำ

            การส่งอีกแบบคือแบบ bounce pass ผู้ส่งจะส่งจากระดับอก ให้ลูกบอลกระเด้งกับพื้นที่ระยะประมาณสองในสามจากผู้ส่ง ซึ่งลูกจะกระเด้งเข้าระดับอกของผู้รับพอดี มีประโยชน์เวลาที่มีผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามยืนอยู่ในจุดซึ่งอาจแย่งลูกได้หากส่งลูกธรรมดา

            การส่งแบบ ข้ามหัว (overhead pass) สำหรับส่งข้ามผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม โดยจะส่งข้ามศีรษะของผู้ส่ง เล็งไปที่ระดับคางของผู้รับ

            การส่งไม่จำเป็นต้องใช้กรณีที่ผู้เล่นอยู่ไกลกัน แต่อาจจะเป็นการยืนลูกให้ผู้เล่นคนที่อยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังเคลื่อนที่เข้าไปยังห่วงเพื่อทำคะแนนเป็นต้น

            จุดสำคัญของการส่งลูกก็คือ จะต้องไม่ให้อีกฝ่ายแย่งหรือขโมยลูกไปได้ ด้วยเหตุนี้การส่งข้ามสนามไกลๆที่เรียกว่าการส่งสกีป (skip pass) ถึงใช้กับแค่บางสถานการณ์เท่านั้น

การเลี้ยงลูก

            การเลี้ยงลูกเป็นการบังคับให้ลูกกระเด้งกับพื้นตลอดเวลา ผู้เล่นไม่ใช้มือตบลูกแต่จะใช้มือดันลูกไปหาพื้นแทนเนื่องจากควบคุมลูกได้ดีกว่า

            เมื่อต้องเลี้ยงลูกผ่านคู่ต่อสู้ ผู้เลี้ยงลูกควรเลี้ยงให้ลูกอยู่ห่างจากผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามมากที่สุด ดังนั้นผู้เล่นจำเป็นต้องเลี้ยงลูกได้ทั้งสองมือ ด้วยการสลับมือเลี้ยงลูกผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามก็เอื้อมมือถึงลูกได้ยากขึ้น และระหว่างที่สลับมือจะต้องเลี้ยงลูกให้ต่ำลงป้องกันการขโมยลูก ผู้เล่นอาจเปลี่ยนมือโดยเลี้ยงลูกลอดระหว่างขาหรือไขว้หลังก็ได้

            ผู้เล่นที่ชำนาญสามารถเลี้ยงลูกได้โดยไม่ต้องมองลูก ซึ่งช่วยให้มองหาเพื่อนร่วมทีมหรือโอกาสทำแต้ม และป้องกันการขโมยลูกจากผู้เล่นที่ยืนอยู่รอบๆได้

การเล่นรูปแบบอื่นๆ

            บาสเกตบอลยังมีการดัดแปลงการเล่นเป็นรูปแบบอื่นๆโดยยังคงใช้ทักษะทางบาสเกตบอล ตลอดจนอุปกรณ์การเล่น (มักได้แก่ลูกบาสเกตบอล และห่วง) การเล่นบางรูปแบบก็เป็นการเพียงเปลี่ยนกฎอย่างผิวเผิน แต่บางอย่างก็ถือเป็นเกมคนละชนิดไปเลย ซึ่งเกมเหล่านี้มักเป็นการเล่นไม่เป็นทางการ โดยไม่มีกรรมการและข้อบังคับที่เข้มงวด

            เกมที่น่าจะพบบ่อยสุด คือการเล่นแบบ ฮาล์ฟคอร์ต (half court game) โดยใช้สนามเพียงครึ่งเดียว เมื่อมีการเปลี่ยนการครองบอล จะต้องเคลียร์ลูก คือส่งลูกออกไปยังเส้นครึ่งสนามหรือนอกเส้นชูตสามคะแนนก่อนถึงจะเล่นต่อได้ การเล่นแบบนี้ใช้พละกำลังและความแกร่งน้อยกว่าเพราะไม่ต้องวิ่งตลอดความยาวสนาม การเล่นแบบนี้ยังเป็นการใช้สนามอย่างคุ้มค่าขึ้นเนื่องจากสนามบาสสนามหนึ่งสามารถเล่นพร้อมกันสองเกม เมื่อมีคนมาเล่นในสนามเป็นจำนวนมาก เจ้าของสนามอาจบังคับว่าต้องเล่นในลักษณะฮาล์ฟคอร์ต

วอลเลย์บอล

วอลเลย์บอล

วอลเลย์บอล เป็นกีฬาที่แข่งขันกันระหว่าง 2 ทีม ทีมละ 6 คน รวมตัวรับอิสระ 1 คน โดยแบ่งจากแดนกันด้วยตาข่ายสูง แข่งทำคะแนนจากลูกบอลที่ตกในเขตแดนของฝ่ายตรงข้ามเพื่อตีลูกวอลเลย์บอลลงแดนศัตรู วอลเลย์บอล

ประวัติ วอลเลย์บอล

กีฬาวอลเลย์บอลถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1895 โดยนายวิลเลียม จี.มอร์แกน ผู้อำนวยการฝ่ายพลศึกษาของสมาคม Y.M.C.A เมืองฮอลโยค รัฐแมสซาซูเซตส์ ประเทศอเมริกา ซึ่งได้เกิดขึ้นเพียง 1 ปี ก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ ครั้งที่ 1 ณ กรุงเอเธนส์ โดยเขามีความคิดที่ต้องการให้มีกีฬาสำหรับเล่นในช่วงฤดูหนาวแทนกีฬากลางแจ้งเพื่ออกกำลังการพักผ่อนหย่อนใจยามหิมะตก

เขาได้เกิดแนวความคิดที่นำลักษณะและวิธีการ เล่นของกีฬาเทนนิสมาดัดแปลงใช้เล่น จึงใช้ตาข่ายเทนนิสซึ่งระหว่างโรงยิมเนเซียม สูงจากพื้นประมาณ 6 ฟุต 6 นิ้ว และใช้ยางในของลูกบาสเกตบอลสูบลมให้แน่น แล้วใช้มือและแขนตีโต้ข้ามตาข่ายกันไปมา แต่เนื่องจากยางในลูกบาสเกตบอลเบาเกินไป ทำให้ลูกบอลเคลื่อนที่ช้าและทิศทางที่เคลื่อนไปไม่แน่นอน จึงเปลี่ยนมาใช้ลูกบาสเกตบอล แต่ลูกบาสเกตบอลก็ใหญ่ หนักและแข็งเกินไป ทำให้มือของผู้เล่นได้รับบาดเจ็บ

จนในที่สุดเขาจึงให้บริษัท Ant G. Spalding and Brother Company ผลิตลูกบอลที่หุ้มด้วยหนังและระบุด้วยยาง มีเส้นรอบวง 25-27 นิ้ว มีน้ำหนัก 8-12 ออนซ์ หลังจากทดลองเล่นแล้ว เขาจึงตั้งชื่อเกมการเล่นนี้ว่า มินโทเนตต์ (Mintonette)

ค.ศ.1896 ได้มีการประชุมสัมมนาผู้นำทางพลศึกษาที่วิทยาลัยสปิงฟีลด์ (Spring-firld college) นายวิลเลียม จี มอร์แกน ได้สาธิตวิธีการเล่นต่อหน้าที่ประชุมหลังจากที่ประชุมได้ชมการสาธิต ศาสตราจารย์ อัลเฟรด ที เฮลเตด (Alfred T. Helstead) ได้เสนอแนะให้มอร์แกนเปลี่ยนจากมินโทเนตต์ (Mintonette) เป็น วอลเลย์บอล (Volleyball) โดยให้ความเห็นว่าเป็นวิธีการเล่นโต้ลูกบอลให้ลอยข้ามตาข่ายไปมาในอากาศ โดยผู้เล่นพยายามไม่ให้ลูกบอลตกพื้น

ค.ศ.1928 ตร.จอร์จ เจ ฟิเชอร์ (Dr. Geoge J. Fisher) ไดรับปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงกติกาการเล่นวอลเลย์บอล เพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลในระดับชาติ และได้เผยแพร่กีฬาวอลเลย์บอลจนได้รับสมญานานามว่า บิดาแห่งกีฬาวอลเลย์บอล

การเข้ามาในประเทศไย

วอลเลย์บอลได้แพร่เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงไหนนั้นยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่ชาวไทยบางกลุ่มเริ่มเล่นและแข่งขันวอลเลย์บอลในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปี 2477 กรมพลศึกษาได้จัดพิมพ์กติกาเผยแพร่โดยอาจารย์นพคุณ พงษ์สุวรรณซึ่งจัดให้มีการแข่งขันกีฬาประจำปีและบรรจุกีฬาวอลเลย์บอลหญิงเข้าไว้ในรายการแข่งขันเป็นครั้งแรกโดยใช้กติกาการเล่นระบบ 9 คน และตั้งแต่นั้นมากีฬาวอลเลย์บอลก็พัฒนาขึ้นมาโดยตลอด ต่อมาเมื่อปี 2500 ได้มีการประชุมหารือพิจารณาจัดตั้งสมาคมขึ้นมารับผิดชอบ จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมวอลเลย์บอลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย (Amateur Volleyball Association of Thailand) อย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2502 และเปลี่ยนระบบการแข่งขันเป็น 6 คน และต่อมาได้บรรจุเข้าในหลักสูตรชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเมื่อปี 2521 หลักสูตรชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อปี 2524

สนาม

  • ขนาดสนาม ยาว 18 เมตร กว้าง 9 เมตร ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งแดนด้วยตาข่าย ทำให้เกิดพื้นที่แดนละ 9×9 เมตร
  • พื้นที่โล่ง พื้นที่โล่งเหนือสนามควรสูงอย่างน้อย 7 เมตร แตแนะนำสูง 8 เมตร ส่วนพื้นที่โล่งรอบสนามควรกว้างอย่างน้อย 3 เมตรขึ้นไป ในการแข่งขันระดับโลกหรือที่เป็นทางการมักกกำหนดพื้นที่โล่งเหนือสนามที่ 12.5 เมตร ด้านข้าง 5 เมตร ด้านหลัง 6.5 เมตร
  • ตาข่าย กว้าง 1 เมตร ขึงเหนือเส้นกลางสนาม แถบบนของตาข่ายกว้าง 7 ซม.
  • ประเภทชาย ส่วนบนของตาข่ายจะสูงจากพื้นสนาม 2.43 เมตร (8ฟุต)
  • ประเภทหญิง ส่วนบนของตาข่ายจะสูงจากพื้นสนาม 2.24 เมตร (7ฟุต4นิ้ว)
  • เส้นขอบสนาม เป็นเส้นสีขาวรอบพื้นที่สนาม กว้าง 2 นิ้ว (5 ซม.)ประกอบด้วยเส้นข้างและเส้นหลัง ถือเป็นเส้นแสดงขอบเขตและเป็นส่วนหนึ่งของพื่นที่สนาม
  • เส้น 3 เมตร เป็นเส้นที่ขนานกับตาข่าย โดยห่างจากตาข่าย 3 เมตรทั้งสองแดน เส้นนี้จะแบ่งแดนแต่ละฝั่งออกเป็นแดนหน้ากับแดนหลัง เป็นเส้นกำหนดขอบเขตการโจมตีของผู้เล่นแดนหลัง
  • เสาอากาศ เป็นเสาที่ติดอยู่ข้างตาข่ายทั้ง 2 ด้านและอยู่เหนือเส้นข้างของสนาม เสาสูง 1.8 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มม. เสาอากาศมักมีแถบสีแดงสลับขาว เสาอากาศจะยืนขึ้นไปด้านบนนับจากด้านบนตาข่าย 80 ซม. เพื่อแสดงสมมติฐานแนวเพดานของเส้นข้าง บอลจะข้ามตาข่ายอย่างถูกต้องก็ต่อเมื่อบอลผ่านระหว่างเสาอากาศทั้ง 2 ด้านและไม่สัมผัสโดนเสาอากาศ
  • อุณหภูมิ อุณหภูมิภายในสนามไม่ควรต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ส่วนการแข่งขันระดับโลกหรือที่เป็นทางการมักกำหนดอุณหภูมิอยู่ในช่วง 16-25 องศาเซลเซียส
  • แสง การแข่งขันระดับโลกหรือที่เป็นทางการมักกำหนดที่ 1000-1500 ลักซ์โดยวัดที่ระดับจากพื้นสนามขึ้นมา 1 เมตร

บอล

            สหพันธ์วอลเลย์บอลระหว่างประเทศ กำหนดว่าบอลต้องมีลักษณะทรงกลม ทำจากหนังหรือหนังสังเคราะห์ มีเส้นรอบวง 65-67 ซม. หนัก 260-280 กรัม และแรงดันภายใน 0.30-0.325 กก./ตร.ซม โดยอาจเป็นสีเดียวหรือหลากสีประกอบกัน ถ้าจำเป็น

ผู้เล่น

            ผู้เล่นในสนามมี 2 ทีม ทีมละ 6 คน แดนหลังประกอบด้วยผู้เล่นในตำแหน่งที่ 5 6 และ 1 ส่วนแดนหน้าประกอบด้วยผู้เล่นในตำแหน่งที่ 4 3 และ 2 โดยนับจากซ้าย ตำแหน่งที่ 1 คือ ตำแหน่งผู้เล่นเสิร์ฟ

  • ตัวตั้ง หรือ ตัวเซ็ต (Setter) มักต่อบอลในบอลที่สองโดยการตั้งบอลไปยังตัวรุกเพื่อทำคะแนน ตัวเซ็คต้องมีลักษณะที่ปราดเปรียวว่องไว ไหวพริบดี มียุทธวิธีในการเลือกตัวรุกเพื่อทำคะแนน
  • ตัวบล็อกกลาง หรือ ตัวตีกลาง (Middle blocker/Middle hitter) คือผู้เล่นที่สามารถรุกได้อย่างรวดเร็วโดยมักอยู่ใกล้ตัวเซ็ต รวมทั้งมีการบล็อกที่ดี นอกจากนี้ยังต้องสามารถขึ้นบล็อคคู่ด้านข้างของสนามได้เป็นอย่างดี แต่ละทีมมักจะมีผู้เล่นตำแหน่งนี้ 2 คน
  • ตัวตีด้านนอก หรือ ตัวตีด้านซ้าย (Outside hitter/Left side hitter) บางครั้งเรียกว่า ตัวตีหัวเสา ทำหน้าที่บุกจากเสาอากาศด้านซ้าย มักเป็นตัวตบที่คงเส้นคงวาที่สุดของทีมและมักจะได้บอลจากตัวเซ็ตมากที่สุด กรณีรับบอลแรกไม่เข้าจุด ตัวเซ็ตลูกโด่ง ท้ายที่สุดมักจะเซ็ตบอลมาให้ตำแหน่งนี้ แต่ละทีมมักจะมีผู้เล่นตำแหน่งนี้ 2 คน
  • ตัวตีตรงข้าม หรือ ตัวตีด้านขวา (Opposite hitter / Right side hitter)รับหน้าที่เป้นแนวหน้าปกป้องเกมรุกของคู่แข่งเป็นหลัก อยู่บริเวณเสาอากาศด้านขวา โดยคอยบล็อกตัวตีด้านซ้ายของคู่แข่ง และยังเป็นดั่งตัวเซ็ตสำรองด้วย
  • ตัวรับอิสระ หรือ ลิเบโร (Libero)ผู้เล่นที่ชำนาญเกมรับเป้นพิเศษและไม่จำเป็นต้องตัวสูง ถือเป็นตัวที่ต่อบอลได้ดีที่สุดของทีม และจะต้องสวมชุดที่ต่างจากผู้เล่นคนอื่นในทีม ลิเบโรไม่มีสิทธิ์บล็อกหรือตีบอลขณะบอลอยู่เหนือตาข่ายได้ เมื่อเกมหยุด ลิเบโรสามารถเปลี่ยนตัวกับผู้เล่นแดนหลังได้ โดยไม่ต้องแจ้งผู้ตัดสินและจะไม่นับรวมว่าเป็นการเปลี่ยนตัวของทีม ลิเบโรสามารถเซ็ตบอลเหนือศรีษะคล้ายตัวเซ็ตได้ก็ต่อเมื่อยืนอยู่หลังเส้นรุกเท่านั้นนอกจากนี้ลิเบโรไม่มีสิทธิ์เสิร์ฟบอล(ยดเว้นในบางองค์กร เช่น NCAA อนุญาติให้เสิร์ฟได้)

การเล่น

  • กรรมการผู้ตักสินจะเสี่ยงเหรียญเพื่อหาทีมที่จะได้เลือกระหว่าง เสิร์ฟ/รับเสิร์ฟ หรือเลือกแดน โดยทำการเสี่ยงเหรียญในเซ็ตตัดสิน
  • ผู้เสิร์ฟ จะต้องเสิร์ฟจากด้านหลังของสนามโดยยืนไม่เลยแนวเส้นข้างและห้ามเหยียบเส้นหลัง โยนบอลและตีกลางอากาศให้บอลข้ามตาข่ายไปยังแดนของคู่แข่งภายใน 8 วินาทีหลังกรรมการให้สัญญาณ
  • ขณะที่มีการเสิร์ฟดดยถูกกติกา แต่มีผู้เล่นยืนผิดตำแหน่งในขณะนั้น ทีมที่ยืนผิดตำแหยน่งจะเสียคะแนน แต่หากคนเสิร์ฟทำผิดกติกาแม้จะมีการยืนผิดตำแหน่งในขณะนั้นก็จะถือว่าทีมรับเสิร์ฟเป็นฝ่ายเสียคะแนน
  • ห้ามผู้เล่นทีมรับเสิร์ฟทำการบล็อกหรือตบบอลที่ถูกเสิร์ฟมา
  • บอลสามารถสัมผัสตาข่ายได้ทั้งในการเสิร์ฟและระหว่างเล่น แต่ผู้เล่นไม่มีสิทธิ์สัมผัสตาข่ายในขณะที่บอลยังถูกเล่นอยู่ตามกติกา
  • เมื่อเสิร์ฟบอลข้ามตาข่าย แล้วบอลลงในแดนคู่แข่งทันที หรือคู่แข่งพยายามรับบอลจนบอลออกนอกสนามไป เรียกว่า เอซ (Ace) ทีมที่เสิร์ฟจะได้คะแนนนั้น
  • ผู้เล่นทีมรับเสิร์ฟ จะต้องพยายามรับบอลแรกโดยไม่ปล่อยให้บอลตกลงพื้นในแดนของตน และต่อบอลไปยังผู้เล่นที่เรียกว่าตัวเซ็ต เพื่อตั้งบอลให้กับผู้เล่นที่จะตีบอลรุกไปยังแดนตรงข้ามเพื่อทำคะแนน เมื่อบอลตกลงพื้นหรือเกิดความผิดพลาดต่างๆ จะถือว่าการเล่นคะแนนนั้นได้สิ้นสุดลง
  • ผู้เล่นแต่ละทีม มีสิทธิ์ต่อบอลได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ก่อนตีไปยังแดนคู่แข่ง (ไม่นับรวมการบล็อก) โดยผู้เล่นแต่ละคนไม่มีสิทธิ์ต่อบอลติดต่อกัน 2 ครั้ง ยกเว้นมีผู้เล่นคนอื่นมาต่อบอลคั่นก่อน 1 ครั้งจึงจะต่อบอลได้อีก
  • ผู้เล่นตำแหน่งแดนหลังและลิเบโร ไม่มีสิทธิ์กระโดดตีบอลหรือบล็อกได้ ยกเว้นผู้เล่นแดนหลังกระโดดจากเส้น 3 เมตรเพื่อตีบอล
  • ผู้เล่นไม่มีสิทธิ์ใช้ผู้เล่นคนอื่นในการส่งตัวเองเพื่อให้เข้าถึงบอล
  • ผู้เล่นไม่มีสิทธิ์เล่นบอลหากบอลยังอยู่ในแดนคู่แข่ง
  • เมื่อบอลสัมผัสพื้นสนามหรือมีความผิดพลาดในการเล่น ฝ่ายที่ไม่ได้ทำผิดพลาดจะได้คะแนนนั้นไป และทีมที่ได้คะแนนจะต้องเป็นฝ่ายเสิร์ฟในคะแนนต่อไป
  • เมื่อทีมที่เสิร์ฟสามารถทำคะแนนได้ ผู้ที่เสิร์ฟในคะแนนถัดไปต้องเป็นผู้เล่นในตำแหน่งเดิม แต่สามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นมาเสิร์ฟได้
  • เมื่อทีมที่เสิร์ฟเสียคะแนนนั้น ผู้เล่นอีกฝ่ายจะได้สิทธิ์ในคะแนนถัดไปแทน แต่ต้องหมุนตำแหน่งไปตามเข็มนาฬิกาเพื่อเปลี่ยนคนไปเสิร์ฟ กล่าวคือ ผู้เล่นตำแหน่งที่ 2 ต้องหมุนลงมาตำแหน่งที่ 1 เพื่อเสิร์ฟ และตำแหน่งอื่นๆต้องหมุนตามมาเช่นกัน คือ 2>1>6>5>4>3>2
  • เปลี่ยนแดนเมื่อจบแต่ละเซ็ต ส่วนเซ็ตที่ 5 หรือเซ็ตตัดสินจะเปลี่ยนแดนเมื่อทีมใดทีมหนึ่งถึงคะแนนที่ 8 ก่อน

การนับคะแนนในเกม

            กำหนดจำนวนเซ็ต (Set) เพื่อตัดสินทีมที่ชนะการแข่งขัน โดยมักกำหนดไว้ที่ชนะ 3 ใน 5 เซ็ต ยกเว้นในบางการแข่งขันที่กำหนดเองเฉพาะกิจ

  • เซ็ตที่ 1 ถึงเซ็ตที่ 4 ทีมใดทำได้ 25 คะแนนก่อนจะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น แต่ถ้าคะแนนเสมอกันที่ 24-24 จะต้องเล่นต่อไป เรียกว่า ดิวซ์ (Deuce) จนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคะแนนได้มากกว่าอีกฝ่าย 2 คะแนน จึงจะจบเซ็ต
  • เซ็ตที่ 5 ซึ่งเป็นเซ็ตตัดสินผู้ชนะการแข่งขัน ทีมที่ทำได้ 15 คะแนนก่อน จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น แต่ถ้าเสมอกัน 14-14 จะต้องเล่นดิวซ์ จนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคะแนนได้มากกว่าอีกฝ่าย 2 คะแนน จึงจะจบการแข่งขัน

การให้คะแนนจากนัดที่แข่งขัน

            ในรายการแข่งขันวอลเลย์ระดับลีก (League) หรือทัวร์นาเมนต์ต่างๆเช่นการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม จะมีการคิดคะแนนจากผลการแข่งขันในแต่ละนัดที่แข่งขัน (Match) เพื่อตัดสินทีมทีอันดับดีที่สุด ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการคิดคะแนนที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน ดังนี้

  • ได้ 3 คะแนนต่อนัด เมื่อ ชนะ 3-0 เซ็ต หรือ 3-1 เซ็ต
  • ได้ 2 คะแนนต่อนัด เมื่อ ชนะ 3-2 เซ็ต
  • ได้ 1 คะแนนต่อนัด เมื่อ แพ้ 2-3 เซ็ต
  • ไม่ได้คะแนน เมื่อ แพ้ 0-3 เซ็ต หรือ 1-3

อนึ่ง ในบางรายการจะตัดสินทีมที่อันดับดีกว่าโดยดูจากจำนวนนัดที่ชนะก่อนจะดูจากคะแนนที่ได้ และหากหลายทีมมีคะแนนเท่ากัน ก็จะใช้ค่าเพิ่มเติมมาตัดสินอันดับ คือ

  • อัตราส่วนเซ็ตที่ได้ต่อเซ็ตที่เสียจากทุกนัด
  • อัตราส่วนคะแนนที่ได้ในเกมต่อคะแนนที่เสียในเกมจากทุกนัด

ซอฟต์บอล

ซอฟต์บอล (softball) แปลว่าบอลนุ่น เป็นกีฬาประเภททีมทีใช้ลูกบอลในการเล่น ลูกซอฟต์บอลมีขนาดเส้นรอบวง 11 ถึง 13 นิ้ว (ประมาณ 28-30.5 เซนติเมตร) ผู้ขว้างบอลเรียกว่าพิตเชอร์ (pitcher) ส่วนผู้เล่นฝ่ายรุกที่ตีบอล เรียกว่าแบตเตอร์ (batter) หรือ ตัววิ่ง แบตเตอร์จะตีบอลด้วยไม้ตีทรงกระบอกอ่อนนุ่มที่เรียกว่าแบต (bat) การทำคะแนนจะเกิดขึ้นเมื่อแบตเตอร์วิ่งผ่านจุดสี่จุดที่เรียงกันตามลำดับบนพื้นสนาม ที่เรียกว่าเบส (base) ซอฟต์บอลได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากเบสบอล (baseball) จนบางครั้งเราก็เรียกเบสบอลว่าฮาร์ดบอล (hardball) (แปลตามตัวว่า บอลแข็ง) ซอฟต์บอล

 สมาพันธ์ซอฟต์บอลนานาชาติ (International Softball Federation) เป็นผู้ควบคุมดูแลกีฬาและจัดการแข่งขันในระดับโลกทุกๆ 5 ปี

รูปแบบการเล่น

            ซอฟต์บอลมีรูปแบบการเล่นมาตรฐาน 3 รูปแบบ สโลว์พิตว์ ฟาสต์พิตซ์ และ มอดิฟายด์พิตซ์

  • ฟาสต์พิตซ์ เป็นรูปแบบการเล่นในเชิงรับ พิตเชอร์เป็นผู้เริ่มเปิดการเล่น โดยการขว้างบอลออกไปด้วยความเร็วสูงสุด เพื่อให้แบตเตอร์ตีบอลได้ยาก แบตเตอร์จะถูกให้ออกจากสนามเป็นจำนวนมากเรื่องจากไม่สามารถตีลูกได้ คะแนนจะต่ำ พิตเชอร์ที่ดีจะถือเป็นผู้เล่นที่มีความสำคัญ
  • สโลว์พิตซ์ เป็นรูปแบบการเล่นที่ทำให้แบตเตอร์มีโอกาสในการตีลูกที่มากขึ้น การเล่นแบบสโลพิตช์ยังมีอีกสองชนิด ซึ่งให้ลูกบอลต่างขนาดกัน รูปแบบการเล่นที่ใช้ที่ลูกบอลขนาดใหญ่กว่าบางครั้งเรียกกันว่า ซูเปอร์สโลว์พิตช์ ถูกนำออกจากกฎกติกาของสมาพันธ์ซอฟต์บอลนานาชาติในปีพ.ศ.2545 (ค.ศ.2002) แต่ก็ยังมีการเล่นกันอยู่ในนัดที่แข่งแบบไม่เป็นทางการ
  • มอดิฟายด์พิตซ์ เป็นรูปแบบการเล่นที่ไม่มีการกำหนดความเร็วในการขว้าง แต่อย่างไรก็ตามเทคนิคต่างๆ ก้ต้องเป็นไปตามกฎกติกาที่มีการวางเอาไว้

ในบทความนี้จะอ้างอิงถึงการเล่นแบบฟาสต์พิตช์ที่ผสมผสานกับมอดิฟายด์พิตช์ และอ้างอิงถึงการเล่นแบบสโลว์พิตช์ที่รวมถึงการเล่นโดยใช้ลูกบอลขนาดใหญ่ (16นิ้ว)

สนาม

สนามที่ใช้ในการเล่นจะแบ่งเป็นสองส่วนคือ เขตแฟร์ (Fair territory) และ เขตฟาวล์ (Foul territory) เขตแฟร์ยังถูกแบ่งออกเป็นส่วนคือ อินฟีลด์ (infield) เอาต์ฟีลด์ (outfield) รวมถึงบริเวณที่อยู่เหนือรั้วของเขตเอาต์ฟิลด์ด้วย

สนามแข่งขันถูกกำหนดว็โดย เบสไลน์ (baselines) สองเส้น หรือ ฟาวล์ไลน์ (foul lines) ที่มาทำมุมกันที่ โฮมเพลต (home plate) ความยาวขั้นต่ำของเบสไลน์จะถูกกำหนดตามประเภทของผู้เล่น รั่วซึ่งมีการล้อมไว้ระหว่างเบสไลน์ทั้งสองจะเป็นตัวบ่งบอกขนาดของสนามรั้วนี้จะมีระยะห่างจากโฮมเพลตเท่ากันไม่ว่าจะวัดมาจากจุดใดบนรั้วก็ตาม

จุดที่อยู่ด้านหลังโฮมเพลตจะเรียกว่า แบกสต็อป (backstop) ซึ่งจะมีระยะห่างจากโฮมเพลตประมาณ 25 ถึง 30 ฟุต (7.62 และ 9.14 เมตร)

โฮมเพลตนั้นทำมาจากยาง เป็นรูปทรงที่มีห้าด้าน คล้ายกับการผสมผสานกันระหว่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าและสามเหลี่ยม กว้าง 17 นิ้ว (43 เซนติเมตร) ยาว 8.5 นิ้ว (22เซนติเมตร) สามเหลี่ยมจะมีขนาดพอดีกับมุมของเส้นที่ไปเชื่อมกับเบสไลน์ โฮมเพลตเป็นมุมด้านหนึ่งของสีเหลี่ยมขนมเปียกปูนที่มี เบส (bases) อยู่ที่มุมของสี่เหลี่ยม เบสอื่นๆที่ใช้โฮมเพลตจะเป็น สี่เหลี่ยมจัตุรัสมีขนาน 15 นิ้ว (38 เซนติเมตร) ทำจากเบาะมวยปล้ำหรือยาง และหนาไม่เกิน 15 นิ้ว (13 เวนติเมตร ) เบสจะถูกรั้งไว้ให้อยู่กับที่เสมอ เบสจะถูกนับตามเข็มนาฬิกาเป็น เบสที่หนึ่ง เบสที่สอง และเบสที่สาม ด้านนอกเบสแรก (ซึ่งอยู่ในเขตฟาวล์) จะมี ดับเบิลเบส (double base) หรือ เซฟตี้เบส (safety base) อยู่ติดกันกับเบสแรกเพื่อขั้นกลางระหว่างเบสแมน (baseman) และตัววิ่ง ตัววิ่งจะวิ่งเข้าไปในเขตฟาวล์ที่อยู่ในส่วนของดับเบิลเบสหลังจากที่ตีบอล ระหว่างที่ทีมที่อยู่ภาพในสนามกำลังขว้างบอลสู่เบสแรก ก่อนที่ตัววิ่งจะเข้าไปถึงเซฟตี้เบส แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกสนามที่มีเซฟตี้ และในสนามของผู้หญิงจะมีอยู่มากกว่าผู้ชาย ดับเบิลเบสนี้ต้องมีในการแข่งขันของสมาพันธ์ซอฟต์บอลนานาชาติ

เขตอินฟิลด์คือส่วนที่อยู่ภายในสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนและบริเวณที่ประชิลตัวกับอินฟิลเดอร์ (infielder) เขตเอาต์ฟิลด์คือเขตที่อยู่ระหว่างเบสไลน์ รั้วและอินฟีลด์ อันฟีลด์มักเป็นบริเวณที่ชื้นแฉะแต่เอาต์ฟีลด์จะมีการปลูกหญ้าในส่วนที่ใฃ้แข่งขัน

บริเวณจุนศูนย์กลางของวงกลมจะมีพิตซึ่งเพลต (pitching plate) เป็นแผ่นยางรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ในฟาสต์พิตซ์ พิตชิงเซอร์เคิล (pitching circle) จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 8 ฟุต (2.44 เมตร) พิชชิ่งเซอร์เคิลจะอยู่รอบพิชชิ่งเลด

ในสนามจะต้องมีช่วงบริเวณประมาณ 15 ถึง 12 ฟุต ( 5 และ 4 เมตร ) จากรั้วเพื่อเตือนห้ผู้อยู่ใยบริเวณนั้นระมัดระวังเรียกว่าอร์นนิ่งแทรก (warning track) แต่เกมที่เล่นในสนามใหญ่กว่ากว่าอาจไม่จำเป็นต้องมีวอร์นนิ่งแทรกหากรั้วสนามนั้นเป็นรั้วที่จัดขึ้นชั่วคราว

ในเขตฟาวล์ด้านนอกเบสไลน์จะมี โค้ชบ็อกซ (Coach’s boxes) ซึ่งเป็นบริเวณของผู้ฝึกสอนอยู่สองจุด แต่ละจุดจะห่างจากเบสไลน์ 15 ฟุต ( 5 เมตร ) ยาว 12 ฟุต (3 เมตร) บนเบสไลน์ทั้งสองเส้นมีช่วง

อุปกรณ์การเล่น

            อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการเล่นซอฟต์บอล ประกอบด้วยอุปกรณ์ป้องกัน ไม้ตี ถุงมือ ลูกบอล หมวกป้องกันพร้อมตัวป้องกันใบหน้า และเสื้อผ้าสวมใส่

ลูกบอล

            ขนาดของลูกบอลจะเปลี่ยนแปลงไปตามประเภทของการเล่น ขนาดมาตรฐานที่ใช้ในการแข่งขันนานาชาติคือ 12 นิ้ว (30 เซนติเมตร) และ 11 นิ้ว (28 เซนติเมตร ลูกบอลมักถูกหุ้มด้วยหนังสีขาว 2 ชิ้นเย็บติดกันเป็นรูปทรงที่มีสัณฐานคล้ายเลขแปดและเย็บติดกันด้วยด้วยสีแดง แต่การหุ้มด้วยวัสดุอื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน แกนกลางของบอลจะถูกหุ้มด้วยเส้นใยนุ่น ไม้ก๊อกกับยาง โพลียูรีเทน หรือวัสดุอื่นๆ ในปีค.ศ.2002 (พ.ศ.2545) ลูกซอฟต์บอลสีเหลืองสะท้อนแสง เป็นลูกบอลที่มองเห็นได้ง่ายก็ได้รับการยอมรับและใช้ในการแข่งขันมากขึ้น

            ไม้ตี

            ไม้ตีทำจากไม้เนื้อแข็ง เหล็ก หรือวัสดุอื่นๆที่ได้รับการรับรอง มีความยาวไม่เกิน 34 นิ้ว (86 เซนติเมตร) เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.25 นิ้ว (6เซนติเมตร) และมีนำหนัก 38 ออนซ์ (1กิโลกรัม)

          ถุงมือ

            ผู้เล่นฝ่ายรับทุกคนจะต้องสวมถุงมือที่ทำจากหนังหรือวัสดุที่ใกล้เคียงกัน ถุงมือนี้จะทำหน้าที่รัดนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ให้ติดกัน เบสแมนคนแรกและผู้รับลูกบอลจะต้องสวมมิตต์ มิตต์นั้นต่างจากถุงมือตรงที่มีที่รองอุ้งมือเสริมเข้ามาและไม่มีที่สวมนิ้วมือ ส่วนพิตเชอร์นั้นไม่ต้องสวมถุงมือ ถุงมือจะต้องไม่เป็นสีขาวหรือเทาซึ่งจะทำให้เกิดความสับสนกับแบตเตอร์ ถุงมือและมิตต์จะเป็นสีอืนๆได้ทั้งหมด ถุงมือที่ใช้ในซอฟต์บอลจะมีขนาดใหญ่กว่าที่ใช้ในเบสบอล

            ชุดแข่งขัน

            แต่ละทีมจะมีชุดแข่งขันของตนเอง ชุดแข่งขันจะประกอบด้วย หมวกแก๊บ เสื้อแข่งขัน เสื้อชั้นใน และกางเกงขาสั้นเป็นองค์ประกอบมาตรฐาน

หมวกนั้นแทบจะเป็นอุปกรณ์คู่กายของผู้เล่นชาย ส่วนผู้เล่นหญิงต้องมีหมวกและมีกระบังหมวกและที่รัดศรีษะเพิ่มเข้ามา และหมวกทุกใบจะต้องสีเหมือนกัน ส่วนผู้เล่นที่ต้องสวมหมวกป้องกันจะไม่ต้องสวมหมวกนี้

ที่ด้านหลังของชุดจะต้องมีเลขอาบิกตั้งแต่ 0-99 ปรากฎอยู่ เช่นหมายเลขที่ 2 หรือ 02 ส่วนชื่อขแงผู้เล่นจะมีหรือไม่มีก็ได้

เครื่องประดับยกเว้นสร้อยคอที่ใช้ในการแพทย์ไม่สามารถสวมใส่ในขณะลงแข่งขันได้

ผู้เล่นทุกคนจำเป็นต้องสวมรองเท้า และรองเท้าจำเป็นต้องมีหมุดหรือใบใต้รองเท้า หมุดใต้รองเท้าจะต้องมีความยาวไม่เกินสามในสี่นิ้ว (1.9 เซนเติเมตร) จากพื้นรองเท้า หมุดหรือใบใต้รองเท้าจะต้องทำจากพลาสติกหรือวัสดุสังเคราะห์อื่นๆ หมุดหรือที่ทำจากเหล็กไม่ได้รับอนุญาตในการเล่นแบบสโลว์พิช

อุปกรณ์ป้องกัน สำหรับผู้เล่นตำแหน่งแคชเชอร์ต้องสวมหน้ากาก หมวกกันน็อก สนับหน้าแข้ง เกราะตรงหน้าอก และหัวไหล่แต่สำหรับผู้เล่นฝ่ายรุกจะสวมหมวกกันน็อคป้องกันศรีษะ

ทาคุมิ มินามิโนะ

ทาคุมิ มินามิโนะ 12 เรื่องน่ารู้ แข้งญี่ปุ่นรายแรกสวมยูนิฟอร์มหงส์แดง ตัวรุกแดนอาทิตย์อุทัยที่ว่ากันว่าจะเป็นแข้งใหม่หงส์แดงในช่วงขึ้นปีใหม่ที่จะถึงนี้ นี่คือข่าวซื้อขายนักเตะที่มาแรงแหกทุกสำนักในเวลานี้ก็ว่าได้ สำหรับดีลสะท้านตลาดนักเตะอย่าง ทาคุมิ มินามิโนะ ที่จ่อเป็นผู้เล่นรายใหม่ของหงส์แดง (ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด) หลังมีลูกล่อ – ลูกรับกันระหว่างบอร์ดบริหาร ลิเวอร์พูล กับ ซัลซ์บวร์ก แบบฉับไว และนี่ คือ ทาคุมิ มินามิโนะ 12 เรื่องน่ารู้ของแข้งทีมชาติญี่ปุ่นรายนี้

  • โอซาก้าบอย

มินามิโนะ เกิดในเมืองอิซึมิซาโนะ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น โดยเกิดวันที่ 16 มกราคม 1995

  • ต้นกำเนิดเดียวกับ คากาวะ

ด้วยความที่เกิดในโอซาก้า มินามิโนะ มีโอกาสได้ประเดิมอาชีพค้าแข้งกับ เซเรโซ่ โอซาก้า และเคยร่วมงานกับ ดีเอโก้ ฟอร์ลัน ในฤดูกาลที่ไม่นาจดจำสักเท่าไหร่ เพราะพวกเขาต้องตกชั้นนั่นเอง ที่นั้น มินามิโนะ เล่นไปทั้งสิ้น 3 ฤดูกาล ลงสนามไปทั้งสิ้น 85 เกม ยิง 17 ประตู ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับ เร้ดบูลล์ ซัลช์บวร์ก ในปี 2015

  • การันตีเลขสองหลัก

ตัวรุกแดนปลาดิบมีสถิติการทำประตูที่ยอดเยี่ยม เพราะนับตั้งแต่ฤดูกาล 2015-16 เป็นต้นมา มินามิโนะ กดประตูเกิดเลขสองหลักทุกฤดูกาล (13 14 11 14 ประตู) และในฤดูกาลนี้ตัวกดไปแล้ว 9 ประตู กับอีก 11 แอสซิศต์ เรียกได้ว่าสามารถทั้งทำประตูและถวายพานให้เพื่อนครบสูตรจริงๆ

  • สารพัดประโยชน์

มินามิโนะ สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแนวรุก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์หน้า ปีกซ้าย – ขวา และกองกลางตัวรุก นับเป็นอีกหนึ่งอาวุธเด็ดหากหงส์แดงคว้าตัวมาได้

  • สโมสรก็รุ่ง ทีมชาตก็แรง
    นอกจากสโมสรที่โชว์ฟอร์มดีต่อเนื่อง ในนามทีมชาต มินามิโนะ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยแข้งรายนี้กดไปแล้ว 6 ประตู จาก 5 เกมหลังสุดที่ลงเล่น โดยเฉพาะในฟุตบอลโลก 2022 รอบดัดเลือก โซนเอเชีย ที่พี่แกกดประตูทุกเกมที่ลงเล่น
  • ทำคล็อปป์ต้องแสยะยิ้มออกมา

มินามิโนะ โชว์ฟอรืมเป็นที่ประจักษ์ในเกมที่บุกมาพ่าย ลิเวอร์พูล 3 – 4 เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา ซึ่งเกมนั้นแข้งญี่ปุ่นโชว์ฟอร์มพริ้วไหวและทุ่มเท แถมทำประตูได้อีกด้วย จนกุนซือถึงกับยิ้มแหะๆ โชว์กล้องเลยทีเดียว และเกมล่าสุดที่ทีมจากออสเตรียพ่ายให้กับหงส์แดง มินาโนะ ก็โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจเช่นเคย จนกลายเป็นข่าวกับทีมแชมป์ยุโรป 6 สมัยในวันรุ่งขึ้นทันที

  • ค่าฉีกสัญญาสุดถูก

เริ่มแรกเดิมทีบอร์ดบริหารหงศ์แดงประเมินค่าตัว มินามิโนะ ไว้ที่ 20 ล้านปอนด์ ไปๆ มาๆ ดันรู้เข้าว่าค่าฉีกสัญญาของแข้งรายนี้อยู่ที่ 7 ล้านปอนด์นิดๆ เท่านั้น เสร็จโก๋สิจะรออะไร

  • แข้งเอเชียรายแรก

แม้ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล จะมี ยาน ดาห์นดา อดีตกองกลางที่ปัจจุบันเล่นให้กับ สวอนซี ซิตี้ เป็นแข้งลูกครึ่งเอเชียรายแรกของสโมสร ( อังกฤษ – อินเดีย ) แต่นั้นเป็นเพียงแค่ผู้เล่นชุดเยาวชนเท่านั้น ขณะที่ก่อนหน้ากว่านั้น อาวีโคเฮน แข้งชาวอิสราเอล ที่ตอนนั้นเล่นในโซนเอเชีย ก็เคยค้าแข้งให้กับหงส์แดงมาแล้วเช่นกัน แต่ในปัจจุบันอิสราเอลย้ายไปเล่นในโซนยุโรป ทำให้ รอนนีโรเซนธาล และ ยอสซี เบนนายูน ไม่ถูกนับโดยปริยาย หากการมาของ มินามิโนะ เกิดขึ้นจริง จะทำให้เจ้าตัวเป็นแข้งชุดใหญ่ชาวเอเชียแท้ๆ รายแรกที่ได้สวมเสื้อสีแดงเพลิงของ ลิเวอรพูล

  • ไม่ต้องห่วงคัพ – ไท

แม้จะดวลกับ ลิเวอร์พูล สองรอบใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ แต่ มินามิโนะ สามารถลงเล่นให้กับหงส์แดงในรอบน็อคเอ้าท์ได้อย่างไม่มีปัญญา โดยกฎคัพ – ไท เลิกใช้ในถ้วยยุโรปเป็นที่เรียบร้อย นับตั้ง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ย้ายไปเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า ในปี 2018

เคย

  • เคยลับแข้งกับช้างศึก

มินามิโนะ เคยดวลกับ ทีมชาติไทย ยู – 21 ในเกมอุ่นเครื่องปรีโอลิมปิก ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ( 14 ธันวาคม 2014 ) โดยเจ้าตัวลงเล่นเป็นตัวสำรองและจบลงด้วยชัยชนะของ ทีมชาติญี่ปุ่น 2-0 สำหรับ ช้างศึก ชุดนั้นประกอบไปด้วยผู้เล่นอย่างปกรณ์ เปรมภัก เชาว์วัฒ วีรชาติ ธนากรณ์ สายปัญญา สุริยา สิงห์มุ้ย และ จาตุรงค์ พิมพ์คูณ เป็นต้น นอกจากนั้นยังเคยดวลกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในศึก เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ค้าแข้งให้กับ เซเรโซ่ โอซาก้า เช่นกัน

  • สถาบันเดียวกับ มาเน่ – เกอิต้า

มาเน่ และ เกอิต้า ล้วนแต่ผ่านการลงเล่นให้กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ด้วยกันทั้งสิ้น แม้ มินามิโนะ จะคลาดกับ มาเน่ แต่เขาก็ได้ลงเล่นกับ เกอิต้า เป็นเวลา 18 เดือน และไม่แน่เขาอาจจะได้อยู่ร่วมชายคาเดียวกับศิษยพี่ทั้งสองที่แอนฟิลด์ก็เป็นได้

หมายเลขที่ว่าไม่ได้หมายถึงหมุษย์ไซบอร์กในเรื่อง ดราก้อนบอล ที่แต่งงานกับ คุริริน (แถบมีลูกด้วยกัน) แต่เป็นหมายเลขที่ มินามิโนะ สวมใส่ในการเล่นให้กับ ซัลซ์บวร์ก (ทีมชาติสวมหมายเลข 9 ) โดยที่ผ่านมามีอดีตแข้งหงส์แดงสวมหมายเลขนี้ อาทิ เดิร์ก เค้าท์ ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ และ อัลแบร์โต้ โมเรโน่

สไตล์การเล่น

มินามิโนะ สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแผงมิดฟิลด์ตัวรุก แต่ที่ฉายแววเด่นได้มากที่สุดคือการเล่นเป็นปีก เขาเป็นนักเตะที่มีความเร็ว เปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุกได้ดี สร้างดอกาสจบสกอร์เก่ง และยังมีไหวพริบ และ พลังงานในตัวเต็มเปี่ยม ขยันวิ่งช่วยเหลือทั้งรับ และ รุก

มินาโนะ ลงเล่นศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกซีซั่นนี้ 6 นัดรอบแบ่งกลุ่ม ทำไป 2 ประตูจากการยิงในกรอบเขตโทษส่วนอีก 3 แอสซิสต์ที่จ่ายให้เพื่อนสับไกเป็นการจ่ายในกรอบ 1 ครั้ง ริมเส้นฝั่งซ้าย 1 ครั้งและการแทงทะลุจากหน้ากรอบเขตโทษ 1 ครั้ง และยังสร้างโอกาสจบสกอร์ไปถึง 12 ครั้ง เรียกได้ว่าสามารถทำเกมได้จากทุกพื้นที่ของสนามเลยทีเดียว

อเมริกันฟุตบอล

อเมริกันฟุตบอล (American football) เป็นกีฬาทีมที่นิยมมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา จุดมุ่งหมายของการแข่งขันคือแต่ละทีมจะต้องพยายามเคลื่อนลูกบอลเข้าไปสู่ เขตปลายสุดสนาม หรือที่เรียกว่าเอนด์โซนของฝ่ายตรงข้าม การเคลื่อนนั้นสามารถกระทำได้โดย การถือลูกวิ่ง และ การขว้างลูกไปให้เพื่อร่วมทีม การทำคะแนน อเมริกันฟุตบอล สามารถทำได้หลายวิธีคือ การถือลูกวิ่งผ่านเส้นประตู การขว้างลูกไปให้เพื่อนร่วมทีมที่อยู่ในเขตสนามหลังเส้นประตู หรือ การแตะประตู โดยการเตะลูกที่มีเพื่อนร่วมทีมจับตั้งกับพื้นสนามให้ผ่านระหว่างเสาประตู (goalposts หรือ uprights) หลังจากหมดเวลาการแข่งขันทีมที่ได้คะแนนสูงกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ  อเมริกันฟุตบอล

            ในสหรัฐอเมริกา และ ประเทศแคนาดา เรียกกีฬาประเภทนี้ว่า ฟุตบอล (football) (ในขณะเดียวกันเรียกฟุตบอล ว่า ซอคเกอร์) ในบางประเทศเรียกอเมริกันฟุตบอลว่า กริดไอเอิร์น (grid-iron football) อเมริกันฟุตบอลนั้นเริ่มมีการพัฒนาแยกตัวออกมาจาก รักบี้ฟุตบอล ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อรีนาฟุตบอล หรือ ฟุตบอลในร่มเป็นกีฬาที่ดัดแปลงมาจากอเมริกันฟุตบอล

เกมการแข่งขัน

            อเมริกันฟุตบอล มีลักษณะของการแข่งขันที่ไม่ต่างไปจาก กีฬาฟุตบอล ประเภทอื่นๆ โดยจุดประสงค์ของเกมเป็น การพาบอลเคลื่อนที่ ไปยังปลายสนามของคู่แข่งขัน และ ทำคะแนนให้ได้มากกว่าทีมคู่แข่ง ภายในเวลาที่กำหนด

สนาม และ ผู้เล่น

            สนามอเมริกันฟุตบอล มีรูปร่างเหมือน ตะแกรงโลหะที่ใช้ในการปิ้งย่าง จึงมักจะถูกเรียกว่า กริดไอรอน (gridiron) ขนาดของสนามแข่งขัน ยาว 120 หลา หรือ 110 เมตร และกว้าง 53-1/3 หลา หรือ 49 เมตร เส้นขอบตามแนวยาวของสนามเรียก เส้นข้าง หรือ ไซด์ไลน์ (side line) ส่วนเส้นขอบตามแนวกว้างเรียก เส้นสุดสนาม หรือ เอนด์ไลน์ (end line) ถัดจากเส้นจุดสนามทั้งสองคือ เส้นประตู หรือ โกลไลน์ (goal line) ระยะระหว่างเส้นประตูทั้งสองข้างคือ 100 หลา (91 เมตร) บริเวณจากเส้นประตูถึงสุดสนาม ซึ่งมีระยะ 10 หลา (9.1เมตร) เรียก เอนด์โซน (end zone)

            เส้นบอกหลา หรือ ยาร์ดไลน์ (yard line) จะลากตัดสนามทุกๆ ระยะ 5 หลา และ มีตัวเลขบอกระยะจากเส้นประตู ทุกๆ 10 หลา จนถึง เส้น 50 หลา ซึ่งเป็นเส้นแบ่งกลางสนาม ส่วนเส้นประสองเส้นกลางสนามที่ขนาดกับเส้นข้าง เรียกว่า เส้นปะ หรือ แฮชมาร์ก (hash mark) การเริ่มเล่นทุกครั้ง ลูกฟุตบอลจะต้องวางในตำปหน่งเริ่มบนเส้นประ หรือ ระหว่างเส้นประนี้

            ด้านหลังของเอนด์โซนทั้งสองด้าน จะมีเสาประตู ซึ่งเป็นเสาสองเสา ห่างกัน 18.5 ฟุต เชื่อมต่อกันด้วยคานแนวนอน สูงจากพื้น 10 ฟุต (3เมตร) การเตะประตูทำคะแนนจะต้องเตะให้ลูกลอยผ่านระหว่าง เสาทั้งสองข้าง และ สูงกว่าคาน

            ในการเล่นแต่ละครั้ง แต่ละฝ่ายจะมีผุ้เล่นในสนามฝ่ายละ 11 คน โดยสามารถสลับเปลี่ยนผู้เล่นได้ ตามแต่สถานการณ์ ซึ่งแต่ละทีมใน เอ็นเอฟแอล จะมีผู้เล่นในทีม 53 คน และจะแบ่งออกเป็น ทีมรุก (offensive team) ทีมรับ (defensive team) และ ทีมพิเศษ (special team)

เวลาการแข่งขัน

            ระยะเวลาการแข่งขันแบ่งเป็น 2 ครึ่ง แต่ละครึ่งแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงละ 15 นาทีเรียกว่าควอเตอร์ (Quarter) รวมเป็นเวลาแข่งขัน 60 นาที และ มีช่วงเวลาพักครึ่งระหว่าง ควอเตอร์ที่ 2 และ ควอเตอร์ที่ 3 เป็นเวลา 10 นาที ทว่าในการเล่นแต่ละครั้งอาจจะมีการหยุดเวลาหลังการเล่นเมื่อลูกตาย ดังนั้นเวลาที่ใช้ในการแข่งขันจริงโดยปกติจะยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง ในการแข่งขันเอ็นเอฟแอล หากมีคะแนนเสมอกันหลังจบเวลาการแข่งขันปกติ จะมีการต่อเวลาการแข่งขันออกไปอีก 10 นาที การตัดสินว่าทีมใดจะครองลูกครั้งแรกใช้การเสี่ยงเหรียญทาย ทีมแรกที่สามารถทำคะแนนได้จะเป็นฝ่ายชนะทันที แต่ถ้าหากไม่มีทีมใดทำคะแนนได้ใน 10 นาทีนี้ ถ้าเป็นการแข่งขันในฤดูกาลปกติการแข่งขันนัดนั้นจะตัดสินผลเป็นเสมอกัน แต่ถ้าหากเป็นการแข่งขันเพลย์ออฟ จะต่อเวลาไปอีกครั้งละ 15 นาที จนกว่าจะมีทีมใดทีมหนึ่งทำคะแนนได้

            ในปัจจุบัน เอ็นเอฟเอลได้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดกฎกติกาการแพ้-ชนะในช่วงต่อเวลาเป็นดังนี้

  • หากทีมที่ได้บุกก่อนทำทัชดาวน์ได้จะเป็นฝ่ายชนะทันที แต่ในขณะเดียวกันทีมที่ได้บุกก่อนจะเป็นฝ่ายแพ้ทันทีเมื่อเสียคะแนนเป็นทีมบุก ไม่ว่าจะเป็นเสียเซฟตี้ ถูกฝ่ายตรงข้ามอินเตอร์เซ็ปต์แล้ววิ่งย้อนกลับไปทำทัชดาวน์ได้ หรือเกิดฟัมเบิ้ลแล้วฝ่ายตรงข้ามเก็บลูกวิ่งย้อนกลับไปทำทัชดาวน์ได้
  • ในกรณีทีมที่ได้บุกก่อนทำได้เพียงแค่ฟิลด์โกล การแข่งขันจะคงดำเนินต่อไปโดยอีกทีมจะได้เป็นฝ่ายบุก หากทำทัชดาวน์ได้จะเป็นฝ่ายชนะทันที แต่ถ้าทำคะแนนไม่ได้ ก็จะเป็นฝ่ายแพ้เช่นกัน
  • ในกรณีทีมที่ได้บุกก่อนทำคะแนนไม่ได้ หรือการบุกครั้งแรกของแต่ละทีมทำได้เพียงแค่ฟิลด์โกลทั้งคู่ ในการบุกครั้งต่อๆไป หากทีมใดทำคะแนนได้ก่อนจะเป็นฝ่ายชนะทันที

การขอเวลานอก

      แต่ละทีมมีสิทธิ์ขอเวลานอกครึ่งละสามครั้ง โดยการขอเวลานอกทำโดยการส่งสัญญาณมือให้ผู้ตัดสินทราบ การขอเวลานอกกระทำได้ทั้งโดยหัวหน้าผู้ฝึกสอนหรือผู้เล่นในสนาม อนึ่ง หากมีการต่อเวลา และทีมจะสามารถขอเวลานอกได้สองครั้งในช่วงฤดูกาลปกติ ส่วนในรอบเพลย์ออฟจนถึงซูเปอร์โบว์นั้นแต่ละทีมสามารถขอเวลานอกได้ทีมละสามครั้ง

การเตะเปลี่ยน หรือ คิกออฟ (kick offs)

      เป็นการเตะลูกให้ฝ่ายตรงข้ามเริ่มเล่นเป็นฝ่ายรุก  โดยจะมีการเตะเปลี่ยนตอนเริ่มเกม ตอนครึ่งหลัง (หลังจากพักครึ่งเวลา) และหลังจากที่ทำคะแนนได้จากทัชดาวน์ หรือ การเตะประตู โดยทีมที่ทำคะแนนได้จะเตะเปลี่ยนให้ทีมคู่แข่งได้เป็นฝ่ายรุก ในการเตะลูกจะวางอยู่บนที่วางลูก ที่ตำแหน่งเส้น 35 หลาในฝั่งของตัวเอง ผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม จะรับลูกเตะไปให้และวิ่งย้อนกลับมาให้ได้ระยะมากที่สุด จุดที่ผู้ถือลูกสวนกลับมาถูกหยุดจะเป็นจุด ที่ทีมรุกของฝ่ายนั้นเริ่มเล่น ถ้าผู้รับลูกที่มาเตะในเขตเอนด์โซนของตน ผู้เล่นนั้นสามารถเลือกที่วิ่งพาลูกสวนกลับไป หรือ ทำการ ทัชแบค (touchback) โดยการคุกเข่ากับพื้นสนามในเขต end zone ของฝ่ายตัวเอง และทีมรุกจะได้เริ่มเล่นที่เส้น 25 หลา

การรุกคืบ

      การรุกคืบในอเมริกันฟุตบอล กระทำโดยการพาลูกรุกคืบไปยังปลายสนามของฝ่ายตรงข้าม ทีมรุก (offense) คือทีมที่ได้ครอบครองลูก และ มีโอกาสเล่น 4 ครั้ง เรียกดาวน์ (down) เพื่อพาลูกรุกคืบไปยังแดนของฝ่ายตรง ให้ได้ระยะทาง 10 หลา เมื่อทีมรุกพาลูกรุกคืบไปได้ระยะทางมากกว่า 10 หลา ก็จะกลับไปเริ่มนับ ดาวน์ที่หนึ่ง (first down) เพื่อรุกคืบให้ได้ 10 หลาใหม่ หากทีมรุกคืบหน้าได้เป็นระยะทาง 10 หลาใน 4 ดาวน์ คือ ไม่สามารถกลับไปเริ่มดาวน์ที่หนึ่งใหม่ได้ ทีมนั้นก็จะสูญเสีย

การครอบครองลูกให้ฝ่ายตรงข้ามได้เล่นเป็นฝ่ายรุกบ้าง

      การ สแนป (snap) เป็นการเริ่มเล่น ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจะเรียกตัวหัวหน้าเข้าหากัน ที่ เส้นแบ่งแดน (line of scrimmage) ซึ่งเป็นตำแหน่งวางลูกบอลเพื่อเริ่มเล่น การเล่นจะเริ่มเมื่อผู้เล่นฝ่ายรุก ตำแหน่งเซนเตอร์ (center) ส่งลูกบอลผ่านใต้ขาให้กับเพื่อนรวมทีมซึ่งปกติจะเป็นผู้เล่นตำแหน่งควอเตอร์แบค (quarterback)

การรุกคืบจะกระทำได้สองวิธีคือ

  • โดยการวิ่งถือบอล ซึ่งเรียกว่า การรัช (rushing)
  • โดยการขว้างบอลให้กับเพื่อนร่วมทีม เรียก การพาส (passing) โดยในการบุกหนึ่งครึ่งจะสามารถขว้างบอลไปข้างบอลไปข้างหน้าได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น การเล่นแต่ละรอบ หรือที่เรียกว่า ดาวน์ ในอเมริกันฟุตบอลนั้นจะจบลงเมื่อลูกบอลตาย เนื่อจาก
  • ผู้เล่นที่ถือบอลอยู่ ถูกหยุด หรือ แทกเกิล โดยผู้เล่นฝ่ายรับ
  • ลูกบอลที่ถูกขว้างไปข้างหน้า (forward pass) ตกกระทบพื้นก่อนที่จะมีผู้เล่นรับลูก เรียกว่า อินคอมพลีทพาส (incomplete pass) ลูกบอลจะถูกนำกลับมาเริ่มเล่นที่ตำแหน่งเดิม
  • ลูกบอล หรือ ผุ้เล่นถือบอล เคลื่อนออกนอกสนาม (out of bound)
  • มีการทำคะแนนเกิดขึ้น

การเตะทิ้ง หรือ พันท์ (punt)

            ถ้าทีมรุกไม่สามารถกลับไปเริ่มดาวน์ที่หนึ่งได้หลังจากเล่น 3 ครั้งแล้ว คือ เปลี่ยนเป็นดาวน์ที่ 1 ไม่ได้ภายใน 3 ครั้ง ส่วนมากดาวน์ที่ 4 ทีมที่ได้บุกจะไม่เสมอต่อ แต่จะให้ทีมพิเศษของฝ่ายตนเองลงมาพั้นท์เพื่อกินระยะ แล้วเปลี่ยนให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่านบุกแทน เนื่องจากถ้าเล่นครบ 4 ดาวน์แล้วยังไม่สามารถบุกได้ระยะ 10 หลา จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถเริ่มบุกจากจุดสุดท้ายที่ลูกตาย ดังนั้นเลยต้องพั้นทิ้ง เพื่อเอาระยะและให้ฝ่ายตรงข้ามเริ่มบุกให้ห่างจากระยะ end zone ของฝ่ายตัวเอง

            ส่วนในการรับลูกพันท์แล้ววิ่งย้อนนั้นสามารถทำได้เหมือนกับการรับลูก kick off แต่จะมีกฎพิเศษก็คือเมื่อทีมพิเศษรับลูกหรือแตะถูกลูก จะทำให้การเล่นเพลย์นั้นเป็นฟรีเพลย์ กล่าวคือ การเล่นครั้งนั้นถ้าการเล่นสิ้นสุดลงทีมไหนครอบครองลูกได้ก็จะได้เป็นฝ่ายบุกทันที ยกตัวอย่าง เช่น ทีมเอพันท์ไปให้ทีมบี แล้วทีมบีรับลูกวิ่งย้อนคืนมาแล้วเกิดฟัมเบิ้ล แล้วทีมเอเก็บลูกได้ ทีมเอก็จะได้บุกต่อทันที ณ ตำแหน่งที่ลูกตาย ในการรับลูก พันท์นั้น เราจะเห็นตัวรับลูกวิ่งย้อนชูมือแล้วโบกไปมาบ่อยๆ มันก็คือการเรียกแฟร์แคช (Fair Catch) ในการเรียกแฟร์แคชหมายถึง การที่ตัวรับลูกวิ่งย้อนเมื่อรับลูก แล้ว จะไม่สามารถวิ่งต่อเพื่อเพิ่มระยะได้ แต่จะได้สิทธิพิเศษก็คือ รับพิเศษของฝ่ายพันท์จะไม่มีสิทธิเข้ามาแท๊คเกิลได้โดยเด็ดขาด

การสูญเสียการครอบครองลูก ( Turnover )

นอกจากการที่ทีมบุกสูญเสียการครอบครองลูกเนื่องจากไม่สามารถรุกคืบได้เกิน 10 หลา ภายใน 4 ดาวน์แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ทีมบุกสูญเสียการครอบครองลูกซึ่งมีดังต่อไปนี้

  • การถูกแย่งรับลูก หรือ การอินเตอร์เซป ( Interception ) โดยทีมรับสามารถแย่งรับลูกที่ฝ่ายตรงข้ามขว้างให้เพื่อนร่วมทีมได้
  • การทำลูกหล่น หรือ ฟัมเบิล ( Fumble ) เมื่อทีมบุกทำลูกหล่นก่อนที่จะเกิดดาวน์ ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายที่อยู่บนสนามสามารถครอบครองลูกนั้นได้ โดย การกระโดดตะครุบ หรือ การเก็บลูกขึ้นมาและวิ่งต่อ ฝ่ายที่ได้ครอบครองลูกหลังจากเกิดการฟัมเบิลจะได้เล่นเป็นฝ่ายครอบครองลูกต่อจากนั้น
  • ทีมบุกเลือกที่จะเตะฟิลด์โลก ( Field Goal ) เพื่อทำคะแนนแล้วเตะไม่เข้า ไม่ว่าจะเป็นการเล่นในดาวน์ที่เท่าไหร่ก็ตาม

ในทั้งสามกรณีข้างต้น ผู้เล่นทีมรับที่ได้ลูกบอลมาครอบครอง สามารถพาบอลวิ่งไปสู้เอนด์โซนของทีมตรงข้ามได้ การเล่นจะไม่จบจนกว่าจะถูกแทกเกิล วิ่งออกนอกสนาม หรือ ทำคะแนนได้

การทำคะแนน

แต่ละทีมสามารถทำคะแนนได้โดย

  • การทัชดาวน์ ( Touchdown ) ได้ 6 คะแนน การทัชดาวน์เกิดขึ้นเมื่อ ผู้เล่นถือลูกวิ่งเข้าในเอนด์โซนของฝ่ายตรงข้าม นอกจากนั้นแล้วการทัชดาวยังอาจเกิดจากการเก็บลูกที่ฟัมเบิล ลูกพันท์ หรือ ลูกเตะปนะตู ที่ถูกปัด หรือ สกัด ในเขตเอนด์โซน
    • การทำคะแนนหลังทัชดาวน์ หรือ คอนเวอร์ชัน ( Conversion ) ทีมอาจเลือกทำการเตะประตู เพื่อทำคะแนนพิเศษ 1 คะแนน ( Extra point ) โดยลูกบอลจะถูกวางที่เส้น 15 หลา หรือ ทำการเล่นเข้าไปเอนด์โซนอีกครั้งหนึ่ง ด้วยดารวิ่งพาลูก หรือ การขว้าง เข้าไปเขตเอนด์โซน เพื่อทำคะแนนเพิ่ม 2 คะแนน ( 2 Points Conversion ) โดยลูกบอลจะถูกวางที่เส้น 2 หลา
  • การเตะประตู ( Field Goal ) เพื่อทำ 3 คะแนน เป็นการทำคะแนนโดยเตะลูกข้ามคาน ผ่านระหว่างเสาประตู การเตะนั้นจะต้องเป็นการเตะโดยที่ลูกบอลถูกจับวางตั้งบนพื้นสนามโดยเพื่อนร่วมทีม โดยจุดตั้งลูกบอลเพื่อเตะฟิลด์โกลจะต้องอยู่ห่างจากแนววางลูกเดิม 8 หลา ปกติแล้วการเตะประตูจะกระทำในดาวน์ที่สี่ แทนการพันท์ เมื่อระยะระหว่างตำแหน่งของลูกไม่ห่างจากประตูจนเกินไป
  • เกิดเซฟตี ( Safety ) สำหรับ 2 คะแนน ทีมรับจะได้คะแนนจากการเกิดเซฟตี คือ ทีมรุกพาลูกบอลออกนอกสนามในเขตเอนด์โซน หรือ ผู้ถือบอลถูกแทกเกิลในเขตเอนด์โซน นอกจากนั้นในเกมเอ็นเอฟแอล การทำผิดกติกาบางประเภทของฝ่ายรุกนับเป็นเซฟตี อาทิ การขว้างบอลทิ้งออกนอกสนามของควอเตอร์แบค หลังจากเกิดเซฟตีทีมที่ครอบครองลูก ( ทีมที่เสียเซฟตี ) จะต้องเตะทิ้ง ฟรีคิก ( Free Kick ) ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการพันท์ ที่เส้น 20 หลา

การทำผิดกติกา

      อเมริกันฟุตบอลเป็นการแข่งขันที่มีกติกาละเอียด ทำให้มีการทำผิดกติกาขึ้นบ่อยครั้งระหว่างการแข่งขัน เมื่อทีการทำผิดกติกาเกิดขึ้นผู้ตัดสินจะโยนธงสีเหลืองลงมาบนพื้นสนาม หรือเป่านกหวีดถ้าการทำผิดกติกาเกิดขึ้นก่อนการเริ่มเล่นแต่ละดาวน์ เมื่อการเล่นหยุดลง หัวหน้าผู้ตัดสินจะใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้ผู้เล่นและผู้ชมทราบว่ามีการทำผิดกติกาใดเกิดขึ้นพร้อมทั้งประกาศลงโทษ

การท้าทายตัดสินของกรรมการ

            ในการแข่งขัน เอ็นเอฟแอล เมื่อหัวหน้าผู้ฝึกสอนของทีมหนึ่งไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของผู้ตัดสิน สามารถขอให้มีการดูภาพซ้ำ ( instant replay ) โดยการขว้างธงสีแดงลงไปในสนาม หัวหน้าผู้ตัดสินจะประกาศความไม่เห็นด้วยของหัวหน้าผู้ฝึกสอนให้ผู้ชมทราบ และเข้าไปดูการฉายภาพซ้ำจากมุมกล้องต่างๆที่ถูกบันทึกไว้บริเวณข้างสนาม หลังจากหัวหน้าผู้ตัดสินดูภาพซ้ำจะออกมาประกาศคำตัดสินอีกครั้ง

 โดยอาจจะเปลี่ยนคำตัดสินหรือยืนยันคำตัดสินเดิมพร้อมกับประกาศเหตุผลของการให้คำตัดสินนั้นๆ แต่ละทีมมีสิทธิ์ในการขอดูภาพซ้ำ 2 ครั้งต่อเกม โดยหากผู้ตัดสินยืนยันคำตัดสินเดิม ทีมจะถูกริบสิทธิ์การขอเวลานอก 1 ครั้ง หากสามารถท้าทายคำตัดสินจนสามารถทำให้กลับคำตัดสินได้ทั้ง 2 ครั้งจะได้รับสิทธิ์เพิ่มอีก 1ครั้ง อย่างไรก็ตามการขอดูภาพซ้ำโดยหัวหน้าผู้ฝึกสอนจะกระทำไม่ได้ในช่วงเวลา 2 นาทีสุกท้ายของแต่ละครึ่งเวลารวมไปถึงช่วงต่อเวลาด้วย โดยในช่วงเวลาดังกล่าวสิทธิ์ขอดูภาพซ้ำจะตกอยู่กับผู้ควบคุมการแข่งขันที่อยู่ด้านบนอัฒจันทร์

ผู้เล่นตำแหน่งต่างๆ

            ผู้เล่นในอเมริกันฟุตบอลตำแหน่งต่างๆ จะมีการเล่นที่เฉพาะเจาะจง โดยส่วนใหญ่แล้วผู้เล่นคนหนึ่งจะเล่นเฉพาะทีมรุก หรือทีมรับ เท่านั้น ไม่เล่นทั้งสองทีม

ทีมรุก ( Offense )

  • ออฟเฟนช์ชีพไลน์ ( offensive line ) (OL) มีผู้เล่น 5 คน โดยเป็น ออฟเฟนซ์ซีฟแทกเกิล (offensive tackle) 2 คน ดีเฟนซีฟแทกเกิล (defensive tackle) (DT) 1-2 คน และอาจมี โนสแทกเกิล (nose tackle) (NT) 1 คน เรียงตัวตรงข้ามกับออฟเฟนซ์ซีนไลน์ มีหน้าที่ในการแทกเกิลสกัดรันนิ่งแบคในการวิ่งกินระยะ หรือ แทกเกิลควอเตอร์แบคก่อนทำการขว้างบอล
  • ควอเตอร์แบค (quarterback) (QB) จะเป็นผู้ที่ได้รับลูกบอลในเกือบทุกการเล่น หลังจากนั้นก็จะส่ง หรือ โยนลูกบอลต่อให้กับผู้เล่น รันนิ่งแบค (running back) หรือขว้างให้กับผู้เล่นตำแหน่งที่อนุญาตให้รับบอลได้ หรืออาจวิ่งพาลูกไปเองก็ได้
  • รันนิ่งแบค (running back) (RB) อาจเรียก ฮาร์ฟแบค (halfback) หรือ เทลแบค(tailback) และ ฟุลแบค (fullback) (FB) จะจัดตำแหน่งก่อนเล่นอยู่ข้างหลัง หรือ ข้างๆ QB และ มีหน้าที่ในการวิ่งพาบอล (โดยเฉพาะ RB) หรือทำการสกัดผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม (โดยเฉพาะFB) รับลูกบอลที่ขว้างมาให้ หรือ แม้แต่ทำการขว้างบอลไปให้เพื่อนร่วมทีม
  • ไวด์รีซีฟเวอร์ (wide receiver) (WR) จะเรียงตัวอยู่ใกล้เส้นข้างสนาม มีหน้าที่ในการรับลูกบอลที่ขว้างมา
  • ไทท์เอนด์ (tight end) (TE) จะวางตัวอยู่ในตำแหน่งนอกออฟเฟนซ์ซีนไลน์ เล่นได้เหมือน ทั้ง WR โดยการรับลูกที่ขว้างมา และ OL โดยการป้องกัน QB หรือ ทะลวงทางวิ่งให้กับผู้เล่นวิ่งพาบอล

ทีมรับ (Defense)

  • ดีเฟนซีนไลน์ (defensive line) (DL) ประกอบด้วยผู้เล่น 3 ถึง 5 คน โดยที่เป็น ดีเฟนซีฟเอนด์ (defensive end) 2 คน ดีเฟนซีฟแทกเกิล (defensive tackle) (DT) 1-2 คนและ อาจมี โนสแทกเกิล (nose tackle) (NT) 1 คน เรียงตัวตรงข้ามกับออฟเฟนซีฟไลน์ มีหน้าที่ในการแทกเกิลสกัดรันนิ่งแบคในการวิ่งกินระยะ หรือ แทกเกิลควอเตอร์แบคก่อนทำการขว้างบอล
  • ผู้เล่นอย่างต่ำ 4 คนจะเรียงตัวในตำแหน่ง ดีเฟนซีฟแบค (defensive back) (DB) ซึ่งประกอบด้วยผู้เล่นในตำแหน่ง คอร์เนอร์แบค (cornerback) (CB) ฟรีเซฟตี (free safety) (FS) และ สตรองเซฟตี (strong safety) (SS) มีหน้าที่ป้องกันผู้เล่นรับลูกฝ่ายรุก ในการรับลูกบอล และ บางครั้งก็อาจทำการจู่โจมเข้าหาควอเตอร์แบค
  • ผู้เล่นอื่นในทีมรับเรียก ไลน์แบคเกอร์ (line backer) (LB) เรียงตัวอยู่ระหว่าง DL และ DB  ทำหน้าที่หลายอย่าง โดยอาจู่โจมเข้าหาควอเตอร์แบค ป้องกันผู้เล่นรับลูก หรือ สกัดผู้เล่นวิ่งพาลูก

ทีมพิเศษ ( Special teams)

   กลุ่มของผู้เล่นที่มีหน้าที่ในเกี่ยวกับการเตะทั้งหลาย เรียกว่า ทีมพิเศษ หรือ สเปเซียลทีม (special teams) ผู้เล่นในทีมพิเศษนี้จะมี พันท์เตอร์ (punter) (P) ซึ่งเป็นผู้เตะทิ้งโดยการถือลูกเตะ และ คิกเกอร์ (kicker) หรือ อาจเรียก เพลชคิกเกอร์ (placekicker) (K หรือ PK) เป็นผู้เตะเปลี่ยน และ ผู้เตะประตู ซึ่งเป็นการเตะลูกบอลจากการวางบนพื้นสนาม โดยวางบนอุปกรณ์ตั้งลูก โดยวางบนอุปกรณ์ตั้งลูก และ การจับวางโดยเพื่อนร่วมทีม

เทนนิส

เทนนิส เป็นกีฬาที่เล่นในร่มหรือกลางแจ้ง แบ่งเป็น 2 ฝ่ายแข่งกัน โดยมีผู้เล่นในประเภทเดียวฝ่ายละ 1 คน และผู้เล่นในประเภทคู่ฝ่ายละ 2 คน ใช้ไม้ เทนนิส ตีส่งลูกไปมาเหนือตาข่ายภายในเขตที่กำหนดโดยพยายามตีลูกให้ลงในแดนคู่แข่ง จนคู่แข่งไม่สามรถตีลูกกลับมาลงในแดนของเราได้

เทนนิส เป็มเกมกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งใช้ไม้แร็กเก็ต ถือกำหนดในรุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ช่วงแรกๆนั้นเทนนิสได้แพร่ขยายไปยังกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูง แท้จริงแล้วเทนนิสเป็นกีฬาสากลและเป็นเกมที่เล่นกันเกือบทุกประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ ค.ศ.1926 ซึ่งมีการจัดทัวร์นาเมนต์ครั้งแรก เทนนิสจึงได้กลายเป็นกีฬาอาชีพ เทนนิสได้ถูกบรรจุในกีฬาโอลิมปิก ณ โซล ปี ค.ศ.1988

อุปกรณ์การเล่น

  • ไม้เทนนิส หรือ แร็กเก็ต (Racquet) จะมีด้ามจับและมีบริเวณที่ใช้ในการตีลูกบอลซึ่งขึงเอ็นไว้กับมือถือไม้
  • ลูกเทนนิส (บอล) จะต้องมีขนานและน้ำหนักเป็นไปตามข้อกำหนดในการแข่งขัน ในการแข่งขันแต่ละนัดจะมีการเปลี่ยนบอล เพราะบอลมักจะสูญเสียคุณสมบัติไประหว่างการเล่น จึงมีการกำหนดให้มีการเปลี่ยนบอลตามจำนวนเกมที่เล่นไปแล้ว เช่น เปลี่ยนบอลทุก 9 เกม ยกเว้นในเซ็ตแรกอาจเปลี่ยนที่ 7 เกมเนื่องจากบอลถูกใช้ในการอุ่นเครื่องก่อนการเล่นไปบ้างแล้ว เป็นต้น ฝ่ายที่ได้เสิร์ฟในเกมที่เปลี่ยนบอลใหม่ มักจะชูบอลให้ฝ่ายตรงข้ามทราบว่ามีการเปลี่ยนบอลใหม่แล้วก่อนที่จะเริ่มเสิร์ฟไปยังฝ่ายตรงข้าม

สนาม

            สนามเทนนิสจะมีขอลเขตเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และต้องมีพื้นที่รอบๆเพียงพอให้ผู้เล่นสามารถวิ่งไปตีลูกได้ คือทั้งสนามและโดยรอบควรมีพื้นที่กว้างอย่างน้อย 60 ฟุต ยาวอย่างน้อย 120 ฟุต

พื้นสนาม

            ต้องเป็นพื้นผิวเรียบ สนามแต่ละพื้นผิวให้ความเร็วและการกระดอนของบอลที่แตกต่างกัน ได้แก่

  • พื้นแข็ง (hard court) ทำจากคอนกรีต ราดยาง หรืออะครีลิก พื้นแข็งจะทำให้บอลเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า และกระดอนได้อย่างแท้จริง
  • พื้นดิน (clay court) ปัจจุบันมักไม่ได้ทำมาจากดินจริง แต่จะเป็นอิฐป่นและปูทับด้วยอนุภาคพิเศษที่ไม่ดูดซับน้ำง่าย พื้นดินมักจะทำให้บอลเคลื่อนที่ช้ากว่า และบอลจะติดสปีนมากกว่า
  • พื้นหญ้า (grass court) บอลจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า แต่การกระดอนมักจะไม่แน่นอน ปัจจุบันมีการใช้หญ้าชนิดใหม่ที่ทำให้บอลกระดอนได้สูงขึ้นและการเคลื่อนที่ของบอลช้าลงกว่าหญ้ารุ่นก่อน
  • พื้นพรม (carpet court) มักใช้เล่นเฉพาะเทนนิสในร่ม และไม่มีการใช้พื้นสนามนี้แล้วสำหรับการแข่งขันของ ATP และ WTA
  • พื้นไม้ (wood court) ทำให้บอลกระดอนต่ำและเคลื่อนที่เร็ว ปัจจุบันไม่มีการใช้พื้นสนามนี้แล้วในการแข่งขันระดับอาชีพ

ขนาดสนาม

  • ยาว 23.77 เมตร (78ฟุต) กว้าง 8.23 เมตร  (27ฟุต) สำหรับประเภทผู้เล่นเดี่ยว
  • ยาว 23.77 เมตร (78ฟุต) กว้าง 10.97 เมตร (36ฟุต) สำหรับประเภทผู้เล่นคู่

เส้นสนาม

  • เส้นหลัง หรือ เส้นท้ายสนาม (baseline) เป็นเส้นแนวนอน อยู่ด้านหลังสุดของสนามของแต่ละฝ่าย และจะมีขีดกลาง (center mark) อยู่ตรงกึ่งกลางของเส้นหลัง
  • เส้นข้าง (sideline) เป็นเส้นแนวตั้งด้านซ้ายและขวาของขอบสนาม ทอดไปตามความยาวของสนาม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตความกว้างของพื้นที่สนาม ในการเล่นประเภทเดี่ยวจะใช้เส้นข้างด้านใน (single sideline) ส่วนการเล่นประเภทคู่จะใช้เส้นข้างด้านอก (doble sideline)
  • เส้นเสิร์ฟ (service line) เป็นเส้นแนวนอนขีดแบ่งพื้นที่ในสนามของแต่ละฝ่ายออกเป็นด้านหน้าและด้านหลัง เส้นอยู่ห่างจากตาข่าย 6.40 เมตร (21ฟุต)
  • เส้นเสิร์ฟกลาง (center service line) เป็นเส้นกลางสนามทอดตั้งฉากในแนวตั้งฉากในแนวตั้งกับเส้นเสิร์ฟ ทำให้เกิดกรอบพื้นที่เสิร์ฟ (service box) ฝ่ายละ 2 ด้าน คือ กรอบด้านซ้ายของแต่ละฝ่ายเรียกว่า Advantage court กับกรอบด้านขวาของแต่ละฝ่ายเรียกว่า Deuce court ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ชิดตาข่าย โดยผู้เล่นที่เสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟลูกให้ลงในกรอบพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น ทั้งนี้จะต้องเสิร์ฟลูกให้ลงด้านซ้ายหรือขวาจะขึ้นอยู่กับคะแนนที่เล่นในขณะนั้น
  • เมื่อบอลตกสัมผัสเส้นถือว่าบอลสัมผัสพื้นที่ว่างภายในเส้นนั้น

ตาข่าย (เน็ต)

  • ขึงไว้กึงกลางสนามในแนวขวางตลอดความกว้างของสนาม เพื่อแบ่งสนามออกเป็น 2 ฝั่งเท่ากัน
  • ความสูงของตาข่ายตรงกึ่งกลางสูง 0.914 เมตร (3ฟุต) ส่วนตาข่ายบริเวณเสาสูง 1.07 เมตร(3.5ฟุต)
  • เสาตาข่ายเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 15 ซม. (6 นิ้ว ) และสูงไม่เกิน 2.5 ซม. (1 นิ้ว ) จากด้านบนของตาข่าย เสาอยู่ห่างจากเส้นข้างด้านนอก 0.91 เมตร (3 ฟุต)
  • แถบด้านบนของตาข่ายกว้าง 5-6.35 ซม. (2-2.5 นิ้ว)

วิธีเล่น

การเลือกแดน/เลือกเสิร์ฟ

ผู้ตัดสินจะโยนเหรียญเพื่อสินหาผู้ชนะ ซึ่งจะได้เลือก 1 ใน 3 ตัวเลือกต่อไปนี้

  1. เลือกเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟก่อนในแรก โดยคู่แข่งจะได้เลือกแดนแทน
  2. เลือกแดนในเกมแรก โดยคู่แข่งจะได้เลือกเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟในเกมแรกแทน
  3. เลือกให้คู่แข่งเป็นฝ่ายเลือก 1 ใน 2 ข้อด้านบน

การเสิร์ฟลูกเทนนิส

  • การเสิร์ฟ (serving) คือ การตีส่งบอลครั้กแรกของคะแนนนั้นๆไปให้คู่แข่ง ประเภทผู้เล่นเดี่ยวจะผลัดกันเสิร์ฟฝ่ายละ 1 เกมไปเรื่อยๆ ส่วนในการเล่นประเภทคู่ ผู้เล่นทั้งสองคนในฝ่ายเดียวกันจะต้องผลัดเสิร์ฟคนละ 1 เกมด้วย (ฝ่ายหนึ่งผลัดเสิร์ฟในเกมคี่ ฝ่ายหนึ่งผลัดเสิร์ฟในเกมคู่)
  • การเสิร์ฟ โยนบอลและตีกลางอากาศ
  • การเสิร์ฟ ห้ามเดิน วิ่ง หรือเคลื่อนที่ไปมาขณะเสิร์ฟ (foot Fault) ยกเว้นเท้าเคลื่อนที่เล็กน้อย ส่วนฝ่ายรับจะยืนบริเวณใดก็ได้ในฝ่ายของตน
  • การเสิร์ฟ ยืนหลังเส้นหลังในด้านที่กำหนดไว้สำหรับคะแนนนั้นๆ ห้ามเหยียบเส้นใดๆ รวมทั้งห้ามยืนเลยแนวเส้นข้างและแนวขีดกลางของเส้นหลัง (foot fault)
  • การเสิร์ฟโดยตีไม่โดนบอล จะถือว่าการเสิร์ฟครั้งนั้นเสีย แต่การโยนบอลแล้วปล่อยบอลตกลงพื้นโดยไม่พยายามตีบอลสามารถทำได้และสามารถเริ่มเสิร์ฟใหม่ได้
  • การเสิร์ฟโดยตีบอลแล้วบอลไปโดนหรือสัมผัสวัตถุอื่นก่อนตกลงพื้นสนามถือว่าเสิร์ฟเสีย เช่น โดนเสาตาข่าย โดยผู้เล่นฝ่ายเดียวกับเรา เป็นต้น
  • การเสิร์ฟ จะต้องเสิร์ฟโดยสลับฝั่งขวา/ซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลางไปทุกคะแนน กล่าวคือ ในเกมทั่วไปเริ่มเสิร์ฟคะแนนแรกที่ด้านหลังสนามด้านขวาของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Deuce court) และในคะแนนถัดไปต้องสลับไปเสิร์ฟที่หลังสนามด้านซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Adavantage court)
  • การเสิร์ฟเมื่อเล่นเกมแรกไทเบรก (โปรดดูที่ไทเบรก) ฝ่ายแรกจะเสิร์ฟแค่คะแนนที่ 1 ก่อน จากลังสนามด้านขวาของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Deuce Courtป) และต่อจากนี้จะผลัดกันเสิร์ฟฝ่ายละ 2 คะแนน ไปเรื่อยๆสลับกัน โดยตั้งแต่คะแนนที่ 2 จะไห้อีกฝ่ายเริ่มเสิร์ฟจากพลังสนามจากด้านซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Advantege court) และต้องสลับด้านเสิร์ฟซ้าย/ขวาไปทุก 1 คะแนนเช่นกัน หากเล่นประเภทคู่ก็ต้องสลับกันเสิร์ฟคนละ 2 คะแนนเช่นกัน
  • การเสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟให้บอลลงในกรอบพื้นที่เสิร์ฟ(service box) ของฝ่ายตรงข้ามในแนวแยง เช่น กรณีเราเสิร์ฟจากด้านซ้าย ลูกเสิร์ฟจะต้องไปตกในกรอกพื้นที่ด้านซ้ายของฝ่ายตรงข้าง
  • เสิร์ฟเล็ต ( let )  จะต้องทำการเสิร์ฟลูกนั้นใหม่  ได้แก่ การเสิร์ฟโดยที่ลูกสัมผัสตาข่ายแล้วตกลงในกรอบพื้นที่ถูกต้องในแนวทแยง หรือลูกสัมผัสตาข่ายแล้วไปโดนผู้เล่นฝั่งตรงข้ามโดยที่ลูกยังไม่ตกพื้น หรือการเสิร์ฟเมื่อผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามยังไม่พร้อม ยกเว้นการเสิร์ฟที่ลูกสัมผัสตาข่ายแล้วตกนอกกรอบพื้นที่เสิร์ฟที่ถูกต้องถือว่าลูกนั้นเสียทันที (fault)
  • การเสิร์ฟ มีสิทธิ์เสิร์ฟได้คะแนนละ 2 ครั้ง หากเสิร์ฟครั้งแรกเสีย จะต้องเสิร์ฟครั้งที่ 2 และหากเป็นการเสียของลูกเสิร์ฟครั้งที่ 2 ของคะแนนนั้น (double fault) จะต้องเสียคะแนนนั้นให้คู่แข่งด้วย

การตีลูกกลับ

  • เมื่อลูกข้ามตาข่ายมาแล้ว สามารถตีลูกกลับไปในแดนคู่แข่ง โดยที่ลูกบอลอาจจะยังไม่กระทบพื้นสนามเลยก็ได้ หรือลูกกระทบพื้นสนามฝ่ายของเรามาแล้วไม่เกิน 1 ครั้งก็ได้
  • ต้องตีลูกบอลกลับภายในครั้งเดียว
  • การตีลูกบอลกลับแล้วลูกสัมผัสตาข่ายข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามไม่ถือว่าผิดกติกา
  • ผู้เล่นฝ่ายใดไม่สามารถตีลูกบอลกลับไปยังแดนของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้โดยถูกกติกา จะต้องเสียคะแนนนั้นให้คู่แข่ง

การสลับแดน

  • การสลับแดน สลับแดนเมื่อเกมรวมกันเป็นเลขคี่และเมื่อจบเซ็ต แต่หากจบเซ็ตโดยเกมรวมกันเป็นเลขคู่ จะสลับแดนหลังจากจบเกมแรกของเซ็ตถัดไป ส่วนการสลับแดนในการเล่นไทเบรกจะสลับเมื่อคะแนนรวมกันได้ทุก 6 คะแนน

การตัดสินผู้ชนะของการแข่งขัน (Match) ตัดสินจากจำนวนเซ็ต (Set) ที่ได้กำหนดไว้ในการแข่งขันนั้น โดยในแต่บะเซ็ตจะประกอยด้วยหลายๆเกม (game) และในแต่ละเกมจะประกอบไปด้วยการนับคะแนน(point) จากการเล่น ดังนี้

การนับเกมของเซ็ต

  • ในแต่ละเซ็ต ฝ้ายใดทำได้ 6 เกมก่อนและอีกฝ่ายทำได้ไม่เกิน 4 เกม จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้นเช่น ชนะ 6-4 เกม หรือ 6-3 เกมเป็นต้น
  • กรณีเซ็ตนั้น เสมอกันที่ 5-5 เกม จะต้องเล่นต่อจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำได้ 7 เกมก่อนก็จะเป็นฝ่ายชนะเซ็ตนั้น เช่น 7-5 เกม
  • กรณีเช็ตนั้น เสมอกันที่ 6-6 เกม จะต้องเล่นไทเบรกต่อในเกมที่ 7 เพื่อตัดสินผู้ชนะเซ็ตซึ่งจะชนะ 7-6 เกม หรือแพ้ 6-7 เกม(ยกเว้นในเซ็ตสุดท้ายของรายการแกรนด์สแลมจะไม่มีการเล่นไทเบรก จะเล่นจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำคู่แข่งได้ 2 เกม)
  • จำนวนเกมในแต่ละเซ็ตอาจแปรเปลี่ยนได้ตามกติกาของบางรายการแข่งขันที่กำหนดขึ้นเฉพาะกิจ

การนับคะแนนของเกม

  • ในเกมหนึ่งๆ ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามทำคะแนนได้จะนับคะแนนของฝ่ายนั้นเรียงตามลำดับดังนี้ 15 30 40 เกม (ซึ่งก็คือคะแนนที่ 1 2 3 4 ที่ทำได้ตามลำดับนั่นเอง) ส่วนคะแนนศูนย์ (0) ภาษาอังกฤษขานว่า เลิฟ (love)
  • ในการขานคะแนน ให้ขานคะแนนของฝ่ายที่เสิร์ฟขึ้นก่อน เช่น 40-30 หมายถึง ฝ่ายที่เสิร์ฟได้ 40 คะแนน และฝ่ายรับเสิร์ฟได้ 30 คะแนน เป็นต้น
  • หากคะแนนเสมอกันที่ 40-40 จะต้องเล่นต่อไปอีก 2 คะแนน เรียกว่า ดิวซ์ (deuce) และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคะแนนนำ 1 คะแนนได้ก่อน เรียกว่า ได้เปรียบ (Advantage มักใช้อักษรย่อ A หรือ Adv) เช่น 40-A หรือ A-40 และหากฝ่ายนั้นทำได้ 1 คะแนน ก็จะชนะในเกมนี้ไป แต่หากทำไม่ได้ก็ถือว่ากลับมาเสมอกันที่ 40-40 อีกครั้ง และก็ต้องเล่นดิวซ์ต่อไป (แต่มีกติกาพิเศษในบางรายการแข่งขันที่กำหนดว่าจะไม่มีการเล่นต่อ 2 คะแนน ฝ่ายไหนได้คะแนนหลังจากคะแนนที่ 40 ก่อนถือว่าชนะเกมนั้น)
  • หากเกมใดที่ฝ่ายเสิร์ฟของเกมนั้นเป็นฝ่ายชนะ จะเรียกว่า รักษาเกมเสิร์ฟได้ แต่หากฝ่ายเสิร์ฟแพ้เกมนั้น จะเรียก ถูกเบรกเกมเสิร์ฟ
  • ไทเบรก (tie break) ใช้เพื่อตัดสินผู้ชนะของเซ็ตนั้นในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเสมอกันที่ 6-6 เกม การเล่นเกมที่ 7 เป็นเกมสุดท้ายของเซ็ต เรียกว่าเล่นไทเบรก โดยในเกมนี้จะนับคะแนนเป็น 1 2 3 ไปเรื่อยๆ ฝ่ายใดที่ทำได้ 7 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 7-4 คะแนนของเกมที่ 7 ก็จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น เป็นต้น แต่หากคะแนนของเกมนี้เสมอกันที่ 6-6 คะแนนอีก ผู้เล่นฝ่ายใดก็ตามที่ทำคะแนนนำคู่แข่งได้ 2 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 8-6 คะแนน หรือ แพ้8-10 เป็นต้น เมื่อไทเบรกจบลง ผลจะเป็นชนะ 7-6 เกม หรือ แพ้ 6-7 เกมในเซ็ตนั้นๆ (ยกเว้นในเซ็ตสุดท้ายของรายการแกรนด์สแลมจะไม่มีการเล่นไทเบรก)

กอล์ฟ

กอล์ฟ (Golf) คือกีฬาหรือเกมประเภทบอลชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้เล่นใช้ไม้หลายชนิดตีลูกบอลให้ลงหลุม จากกฎของกอล์ฟ ระบุว่า กีฬา กอล์ฟ ประกอบด้วยการเล่นลูกใดลูกหนึ่งด้วยไม้กอล์ฟจากแท่นตั้งที่ไปลงโดยการสโตรคหนึ่งครั้งหรือหลายครั้งต่อเนื่องกันตามกฎข้อบังคับ กอล์ฟเป็นหนึ่งในกีฬา ประเภทบอลเพียงไม่กี่ชนิดที่ไม่อาณาเขตการเล่นที่แน่นอน (สนามกอล์ฟแต่ละแห่งสามารถมีรูปร่างและขนาดต่างกัน) กอล์ฟ

ต้นกำเนิดของกอล์ฟนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ระหว่างเนเธอร์แลนด์ สกอตแลนด์ และจีน โดยมีการเล่นกอล์ฟมาแล้วอย่างน้อยห้าศตวรรษในหมู่เกาะบริเตน กอล์ฟในรูปแบบปัจจุบันได้มีการเล่นในสกอตแลนด์ตั้งแต่พ.ศ.2215

            กอล์ฟเป็นกีฬาที่ให้ความสำคัญกับกฎกติกาและมารยาทเป็นอย่างมากโดยองค์กรที่ทำหน้าที่ในการบัญญัติและกำกับกฎกติกากอล์ฟ คือ The Royal and Ancient Golf Club of St Andrews หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ R&A ยังเป็นผู้จัดทำคู่มือกติกากอล์ฟ Rules of Golf ที่นักกอล์ฟสมัครเล่นที่จะสอบเพื่อเลื่อนสถานภาพเป็นนักกอล์ฟอาชีพจะต้องท่องให้ได้ขึ้นใจอีกด้วย

            ประวัติ กอล์ฟ

กีฬากอล์ฟเกิดขึ้น ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 1840 เป็นครั้งแรกในเนเธอร์แลนด์ในเมืองที่ชื่อว่า Loenen aan de Vech โดยชาวดัตซ์เล่นเกมด้วยไม้และลูกบอลหนัง โดยผู้ที่ตีลูกบอลลงในเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรด้วยจำนวนครั้งการตีน้อยที่สุด เป็นผู้ชนะ

            ชาวสกอตแลนดืถือว่ากีฬากอล์ฟเป็นการคิดค้นของสกอตแลนด์ โดยเชท่อว่ามีการกล่าวถึงในกฎหมายสองฉบับในพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีการห้ามเล่นกีฬาที่เรียกว่า gowf อย่างไรก็ตาม นักวิชาการเชื่อว่าเป็นการกล่าวถึงกีฬาซึ่งมีลักษณะเป็นกีฬาประเภททีมบนสนาม ใกล้เคียงกับฮอกกี้มากกว่า โดยกล่าวว่ากีฬาที่ใช้ไม้กอล์ฟตีลูกบอลให้ลงหลุมนั้นมีการเล่นในพุทธศตวรรษที่ 22 ในเนเธอร์แลนด์มากกว่าสกอตแลนด์

            สนามกอล์ฟที่เก่าที่สุดที่มีการเล่นอย่างต่อเนื่องคือสนามกอล์ฟในMusselburgh ในสกอตแลนด์ โดยมีหลักฐานว่ามีการเล่นกีฬากอล์ฟที่สนามแห่งนั้ตั้งแต่ปีพ.ศ.2215 แม้ว่าจะมีการกล่าวกันว่าสมเด็จพระราชินีแมรี่แห่งสกอตแลนด์ทรงเล่นกอล์ฟที่สนามแห่งนี้ในปีพ.ศ.2110

            ในอดีต สนามกอล์ฟไม่ได้มีสิบแปดหลุดเสมอไป สนามกอล์ฟเซนต์แอนดรูว์ส ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่แคบๆตามแนวชายฝั่งทะเล ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 นักกอล์ฟที่เซนต์แอนดรูว์สได้เล่นกอล์ฟที่มีสภาพเป็นลูกคลื่น และมีหลุมซึ่งที่ตั้งถูกบีบบังคับโดยสภาพพื้นที่ สนามกอล์ฟเกิดขึ้นนี้มีสิบเอ็ดหลุด โดยเริ่มจากคลับเฮาส์ไปจนสุดอีกฝั่งหนึ่งของพื้นที่ เมื่อเล่นออกไปจนสุดแล้ว นักกอล์ฟก็จะหันกลับและเล่นกลับเข้ามา รวมเป็นทั้งหมดยี่สิบสองหลุม ในปีพ.ศ. 2307 คนเริ่มรู้สึกว่าหลุมหลายหลุมมีระยะสั้นไป จึงนำหลุมบางหลุมมารวมกัน ลดจากสิบเอ็ดเหลือเพียงเก้าหลุม และรวมกันแล้วเป็นสิบแปดหลุม

            ตั้งแต่พุทธสตวรรษที่ 24 ได้มีการพัฒนาในเรื่องของอุปกรณ์อย่างมากโดยมีอุปกรณ์ตัดหน้าที่ดีขึ้น ลูกกอล์ฟที่ดีขึ้น และการใช้ก้านโลหะในไม้กอล์ฟซึ่งเริ่มในช่วงพุทธทศวรรษ 2470 เช่นเดียวกับการใช้ที่ซึ่งทำด้วยไม้ในพุทธทศวรรษ 2510 เริ่มใช้โลหะแทนหัวไม้ และในทศวรรษ 2520 เริ่มมีการใช้ก้านกราไฟต์แทนโลหะ

            ในเดือนมากราคม พ.ศ. 2549 มีหลักฐานใหม่เกี่ยวกับต้นกำเนิดของกอล์ฟค้นพบโดยศาสตราจารย์ Ling Hongling จากมหาวิทยาลัยหลานโจ่ว ซึ่งชวนให้เชื่อได้ว่า มีกีฬาซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับกอล์ฟในปัจจุบันในประเทศจีน ตั้งแต่ห้าร้อยปีก่อนการกล่าวถึงกอล์ฟในสกอตแลนด์ บันทึกจากสมัยราชวงศ์ซ่ง มีการกล่าวถึงเกมฉุนหวาน และมีภาพวาดด้วย เกมนี้การใช้ไม้สิบชนิด ซึ่งรวมถึงไม้ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับไดรเวอร์ หัวไม้สอง และหัวไม้สามด้วย ไม้ต่างๆมีการประดับด้วยหยกและทอง ทำให้เชื่อว่าเป็นกีฬาสำหรับผู้มีฐานะร่ำรวยศาสตราจารย์หลิงเชื่อว่ากีฬากอล์ฟถูกนำเข้าสู่ยุโรปและต่อมาสกอตแลนด์ดดยนักเดินทางชาวมองโกในช่วงปลายยุคกลาง

            โฆษกของรอยัลแอนด์เอนเชียนกอล์ฟคลับออฟเซนต์แอนดรูว์ส หนึ่งในองค์กรกอล์ฟที่เก่าแก่ของสกอตแลนด์ กล่าวว่า กีฬาที่ใช้ไม้และลูกบอลนั้นมีการเล่นมาหลายศตวรรษ แต่กอล์ฟเรารู้จักกันทุกวันนี้ เล่นกันสิบแปดหลุม มาจากสกอตแลนด์อย่างแน่นอน

            ในประเทศไทย สนามกอล์ฟแห่งแรกได้ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

สนามกอล์ฟ

            กีฬากอล์ฟเล่นในพื้นที่ซึ่งเรียกว่า สนามกอล์ฟ (golf course) สนามกอล์ฟประกอบไปด้วยหลุมหลายหลุม โดยในทางกอล์ฟ หลุม หมายถึงทั้งหลุมที่เจาะลงไปในพื้นดิน และอาณาเขตตั้งแต่ แท่นตั้งที ไปจนถึง กรีน สนามกอล์ฟส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยหลุมสิบแปดหลุด

แท่นทีออฟ

            การตีครั้งแรกในแต่ละหลุม เริ่มจากเขตที่เรียกว่า แท่นตั้งที (teeing ground) ผู้เล่นสามารถใช้แท่งหมุดขนาดเล็ก ซึ่งเรียกว่า ทีตั้งลูก (tee) ทำจากไม้หรือพลาสติก ช่วยให้การตี ที่ช็อต ง่ายขึ้น ก่อนที่จะมีสมัยใหม่นั้น นักกอล์ฟมักจะก่อกองทรายเล็กเป็นทรงพีระมิดในการตั้งลูกกอล์ฟ สนามกอล์ฟส่วนใหญ่จะมีแท่นตั้งทีหลายระยะให้เลือก ซึ่งทำให้หลุมนั้นยาวขึ้นหรือสั้นลงได้ตามแต่จะเลือก บริเวณแท่นตั้งทีนั้น มักจะมีพื้นผิวราบ

 แฟร์เวย์และรัฟ

            หลังจากตีลูกออกจากแท่นตั้งที ผู้เล่นจะตีลูกกอล์ฟ (โดยมากไปยังกรีน) จากจุดที่ลูกมาหยุดอยู่ ซึ่งอาจจะเป็น แฟร์เวย์ (fairway) หรือว่า รัฟ (rough) บนแฟร์เวย์นั้น หญ้าจะถูกตัดสั้นและเรียบ ทำให้การตีลูกนั้นง่ายกว่าการตีจากรัฟ ซึ่งมักจะไว้หญ้ายาวกว่า

อุปสรรค

            ในสนามกอล์ฟ หลุมหลายหลุดอาจมีเขต อุปสรรค (hazard) ซึ่งแบ่งออกสองชนิดคือ เขตอุปสรรคน้ำ (water hazard) และ บังเกอร์ (bunker) (บางครั้งเรียกว่า หลุมทราย หรือ อุปสรรคทราย) ในเขตอุปสรรค จะมีกฎบังคับการเพิ่มเติม ซึ่งทำให้การเล่นลำบากมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในเขตอุปสรรค ผู้เล่นไม่สามรถใช้ไม้กอล์ฟสัมผัสพื้นก่อนการเล่นลูกได้ ลูกที่อยู่ในเขตอุปสรรคสามารถเล่นจากจุดที่ลูกหยุดอยู่ได้โดยไม่ถูกปรับแต้ม หากไม่สามารถเล่นจากตำแหน่งนั้นได้ (โดยเฉพาะในอุปสรรคน้ำ) ผู้เล่นอาจจะเลือกเล่นจากจุดอื่น โดยทั่วไปจะปรับโทษหนึ่งสโตรค (แต้ม) ซึ่งตำแหน่งการเล่นนอกเขตนั้น ถูกบังคับอย่างเข้มงวดโดยกฎกอล์ฟ บังเกอร์เป็นเขตอุปสรรคเพราะการเล่นลูกนั้นทำได้ยากกว่าการตีจากหญ้า

กรีน

            เมื่อลูกกอล์ฟอยู่บน กรีน (putting green) แล้ว ผู้เล่นจะพัตลูกไปยังหลุมจนกว่าจะลง หลุม (hole หรือ cup) การ พัต (putt) คือการตีลูกครั้งหนึ่ง มักจะทำบนกรีน (แต่ไม่เสมอไป) โดยใช้ไม้กอล์ฟซึ่งมีหน้าแบนเรียบ ทำให้ลูกกลิ้งไปบนพื้นโดยไม่ลอยจะพื้นดิน หญ้าบนกรีนนั้นจะตัดสั้นมาก ทำให้ลูกกลิ้งไปได้อย่างง่ายดาย ทิศทางของใบหญ้าและลาดเอียงของพื้นจะส่งผลต่อทิศทางการกลิ้งของลูก หลุมกอล์ฟจะอยู่บนกรีนเสมอ มีขนาด 108 มิลลิเมตร และลึกอย่าง 100 ลิลลเมตร ตำแหน่งของหลุมบนกรีนอาจเปลี่ยนไปได้ในแต่ละวัน โดยทั่วไปมักจะมีธงปักในหลุมกอล์ฟเพื่อให้เห็นหลุมจากระยะไกล แม้ว่าอาจจะไม่ใช่จากแท่นตั้งทีก็ตาม

โอบี

            โอบี(OB หรือ O.B. = Out of Bound) คือเขตที่อยู่นอกเขตสนามที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้เล่นไม่สามารถตีลูกได้ หากลูกของผู้เล่นตกไปยังเขตโอบี ผู้เล่นจะต้องเล่นลูกจากจุดเติมที่ตีมา และปรับแต้มเพิ่มหนึ่งสโตรค

เขตอื่น

            บางส่วนในเขตสนาม อาจะมี เขตพื้นที่ซ่อม (ground under repair หรือ G.U.R) ซึ่งหากลูกกอล์ฟของผู้เล่นเข้าไปตกในเขตนี้แล้ว ผู้เล่นสามารถหยิบออกมาเล่นนอกเขตได้โดยไม่ถูกปรับแต้ม นอกจากนี้ ยังอาจมี สิ่งกีดขวาง (obstruction) ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่นหมุดบอกระยะทาง รั้ว เป็นต้น และมีกฎข้อบัง เฉพาะซึ่งกำหนดวิธีเล่นหากลูกของผู้เล่นได้รับผลกระทบจากสิ่งกีดขวาง

พาร์

            แต่ละหลุมในสนามกอล์ฟจะมีการกำหนด พาร์ (par) ซึ่งเป็นจำนวนครั้งการตีที่ผู้เล่นควรจะตีจบหลุม เช่น ในหลุมพาร์สี่ ผู้เล่นควรจะตีครั้งแรกจากแท่นตั้งที ครั้งที่สองไปยังกรีน และพัตอีกสองครั้ง หลุมกอล์ฟโดยทั้วไปมักจะมีพาร์สาม สี่ และห้า ปัจจุบันมีหลุมพาร์หกอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ไม่มีในสนามกอล์ฟแบบดั้งเดิม

            สนามกอล์ฟสิบแปดหลุมส่วนใหญ่ มักจะมีหลุมพาร์สามและพาร์ห้าอย่างละสี่หลุม และหลุมพาร์สี่อีกสิบหลุม รวมทั้งสิบแปดหลุมเป็นพาร์ 72 แม้ว่าจะมีการผสมแบบอื่น การแข่งขันหลายรายการที่เล่นบนสนามพาร์ 71 หรือ 70

อุปกรณ์กอล์ฟ

            โดยทั่วไปแล้ว นักกอล์ฟจะมีไม้หลายอันในถุงขณะที่เล่น โดยกฎระบุว่าสามารถมีไม้ได้ไม่เกิน 14 อัน ไม้กอล์ฟแต่ละชิ้นจะมีความแตกต่างกันในเรื่องขององศาหน้าไม้ ซึ่งส่งผลต่อเส้นโครจของลูกกอล์ฟ องศาหน้าไม้ของไม้กอล์ฟนั้น วัดจากแนวตั้งฉาก

หัวไม้

            หัวไม้ (wood) เป็นไม้ที่ยาวที่สุดและมักจะใช้กับช็อตที่ต้องการระยะไกล หัวของหัวไม้นั้นมีขนาดใหญ่ โดยดั้งเดิม หัวของหัวไม้ทำมาจากไม้พลับหรือเมเปิล ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ หัวไม้สมัยใหม่มีลักษณะกลวง ทำจากเหล็ก ไทเทเนียม หรือวัสถุผสม

            หัวไม้ที่ยาวที่สุด เรียกว่าหัวไม้หนึ่ง หรือ ไดรเวอร์ โดยหัวไม้นี้จะมีหัวขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งเหมาะสำหรับการตีจากที หัวไม้อื่นที่สั้นกว่า เช่นหัวไม้สาม หรือหัวไม้ห้า มักเรียกเป็นหัวไม้แฟร์เวย์ โดยหัวไม้เหล่านี้จะสั้นกว่า และมีองศาหน้าไม้มากกว่า ทำให้สามารถตีจากพื้นหญ้าได้ ไดรเวอร์สามารถใช้ตีจากพื้นหญ้าได้เช่นกัน แต่ต้องใช้ความสามารถที่สูงกว่าในการควบคุม และหน้าของหัวไม้ต้องได้รับการทดสอบว่าเมื่อกระทบลูกจะเด้งที่เป็นไปตามกฎ r&a ต้องได้รับรองก่อนที่จะนำไปใช้แข่งขันในระดับอาชีพได้

          ในปัจจุบัน มีหัวไม้แบบใหม่ที่รู้จักกันในชื่อไฮบริด (hybrid) หรือบางครั้งคนไทยเรียกว่า ไม้กระเทย ซึ่งรวมคุณสมบัติการตีตรงๆแบบเหล็กรวมกับจุดศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงที่ต่ำแบบหัวไม้ที่มีองศาหน้าไม้สูง โดยไม้ไฮบริดนี้มักจะใช้ในการเล่นช็อตระยะไกลจากรัฟ หรือผู้เล่นที่มีปัญหาในการตีเหล็กยาว

หัวเหล็ก

            ไม้หัวเหล็ก (iron) หรือที่มักเรียกสั้นๆว่า เหล็ก ใช้ในการตีระยะสั้นกว่าหัวไม้ โดยทั่วไปจะเป็นช็อตที่ตีขึ้นกรีน เหล็กเป็นไม้กอล์ฟที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง โดยนักกอล์ฟที่มีความสามารถสูงสามารถตีช็อตได้หลายแบบโดยไม้อันเดียว เหล็กมักจะมีเลขตั้งแต่ 1 ถึง 9 โดยยิ่งเลขต่ำ องศาหน้าไม้ก็จะต่ำ และก้านจะยาว เหล็กที่สั้นที่สุดเรียกว่าเวดจ์ ชุดเหล็กทั่วไปมักประกอบไปด้วยเหล็กตั้งแต่เบอร์ 3 ถึงพิชชิงเวดจ์ ผู้เล่นที่มีความสามารถบางคนอาจใช้เหล็ก 2 แต่เหล็ก 1 ในปัจจุบันมีใช้กันน้อยมาก แม้แต่กับนักกอล์ฟอาชีพ ความนิยมใช้เหล็กยาว (เบอร์ต่ำ) ที่ลดลง มีผลมาจากการพัฒนาไม้ไฮบริด ซึ่งให้เส้นโคจรที่ดี และตีง่ายกว่า

เวดจ์ (wedge) คือเหล็กที่มีองศาหน้าไม้มากกว่า 44 องศา พิงชิงเวดร์ (pitching wedge) มีองศาหน้าไม้ 44 ถึง 50 องศา และมีการออกแบบที่ใกล้เคียงกับเหล็กทั่วไป แซนด์เวดจ์ (sand wedge) มีการออกแบบเป็นพิเศษซึ่งสิ่งที่เรียกว่า เบานซ์ (bounce) และมีองศาหน้าไม้ 54 ถึง 58 องศา ทำให้ผู้เล่นสามารถตีจากทรายหรือรัฟได้ง่าย แกปเวดจ์ (gap wedge) มีองศาหน้าไม้อยู่ระหว่างพิชชิงเวดจ์และแซนด์เวดจ์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ (gap มีความหมายว่าช่องว่างระหว่างกลาง) ลอบเวดจ์ (lob wedge) คือเวดจ์ที่มีองศาหน้าไม้สูงมาก (อาจถึง 68 องศา) ใช้ในการตีขึ้นกรีน จากทราย หรือใช้ในช็อตแก้ไขที่ต้องใช้ช็อตลูกโด่งมากและระยะทางสั้น ผู้ผลิตไม้กอล์ฟส่วนใหญ่ ผลิตเวดจ์ตั้งแต่ 48 ถึง 60 องสา และมีเบานซ์หลายแบบ

พัตเตอร์ (putter) มีหัวหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่สำคัญคือจะมีองสาหน้าไม้ที่ต่ำมาก และก้านที่สั้น ออกแบบมาเพื่อผลักลูกกอล์ฟให้กลิ้งบนพื้นมากกว่าที่จะลอยสู่อากาศ โดยทั่วไปพัตเตอร์จะใช้บนกรีน แต่บางครั้งอาจใช้ในการตีขึ้นกรีนจากแฟร์เวย์หรือฟรินจ์ (พื้นที่รอบกรีน) ที่ตัดหญ้าสั้นและเรียบ

ลูกกอล์ฟ

            ลูกกอล์ฟ ต้องมีลักษณะเป็นทรงกลมสมมาตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 42.67 มิลลิเมตร และมีมวลไม่เกิน 45.93 กรัม พื้นผิวของลูกกอล์ฟในปัจจุบันมีรอยบุ๋มประมาณ 300 ถึง 500 รอยโดยวิธีการและวัสดุที่ใช้ในการผลิตลูกกอล์ฟนั้น ส่งผลต่อคุณสมบัติต่างๆในการเล่น เช่น ระยะทาง เส้นโคจร กราหมุนของลูก และความรู้สึก วัสดุที่มีความแข็ง เช่น เซอร์ลีน มักจะส่งผลให้ลูกกอล์ฟเคลื่อนที่ไกลขึ้น ในขณะที่วัสดุที่นุ่มกว่าอย่างยางบาลาตา มักจะให้การหมุนของลูก (สปิน) และความรู้สึกที่ดีกว่า ลูกกอล์ฟที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ จะต้องผ่านการออกแบบให้เป็นทรงสมมาตรให้มากที่สุด ซึ่งมาจากการผลิตลูกกอล์ฟซึ่งมีรูปแบบรอบบุ๋มอสมมาตร ช่วยในการควบคุมทิศทางของลูกกอล์ฟ ในอดีตลูกกอล์ฟเคยทำจากไม้ขนนก และยางไม้ ลูกกอล์ฟสามารถมีได้หลายสี แต่สีที่นิยมที่สุดคือสีขาว

การเล่น

            การเล่นกอล์ฟนั้น ผู้เล่นจะเล่นบนหลุมที่กำหนด โดยทั่วไปสิบแปดหลุม แต่ละหลุมนั้นจะเริ่มจากการตีจากแท่นตั้งที เมื่อลูกกอล์ฟหยุดนิ่งที่ใด ก็ตีต่อไปจากจุดนั้น จนกระทั่งลูกกอล์ฟลงไปในหลุมซึ่งอยู่บนกรีน ผู้เล่นจะพยายามตีโดยให้ลงหลุมด้วยจำนวนครั้งที่น้อยที่สุด

            โดยทั่วไปผู้เล่นจะเดินหรือนั่งรถกอล์ฟไปทั่วสนาม โดยอาจเป็นการเล่นคนดียว สองคน ไปจนถึงสี่หรือห้าคน มักเรียกว่า ก๊วน บางครั้งจะมีแคดดี้เดินด้วย แคดดี้คือคนที่แบกและจัดอุปกรณ์ และให้คำแนะนำในการเล่นแก่ผู้เล่น ผู้เล่นแต่ละคนจะตีลูกกอล์ฟคนละลูก ยกเว้นในการเล่นที่เรียกว่า โฟร์ซัมส์ ซึ่งเป็นการเล่นแบบคู่ที่ผู้เล่นในทีมจะผลัดกันตีลูกกอล์ฟลูกเดียวกัน

ในแต่ละหลุม จะมีรูปแบบการนับคะแนนดังนี้

รูปแบบบนป้ายคนคะแนน                        คำศัพท์                         ความหมาย

-4                                 คอนดอร์(หรือดับเบิลอัลบาทรอส)             ต่ำกว่าพาร์สี่สโตรค

-3                                 อัลบาทรอส (หรือดับเบิลอีเกิล)                 ต่ำกว่าพาร์สามสโตรค

-2                                 อีเกิล (หรือดับเบิลเบอร์ดี)             ต่ำกว่าพาร์สองสโตรค

-1                                 เบอร์ดี                                                   ต่ำกว่าพาร์หนึ่งสโตรค

+0                                พาร์                                                      สโตรคเท่ากับพาร์

+1                                โบกี                                                       มากกว่าพาร์หนึ่งสโตรค

+2                                ดับเบิลโบกี้                                             มากกว่าพาร์สองสโตรค

+3                                ทริปเปิลโบกี                                           มากกว่าพาร์สามสโตรค

+4                                ควอดรูเพิลโบกี                                       มากกว่าพาร์สี่สโตรค

            รูปแบบการเล่นกอล์ฟพื้นฐานมีสองแบบคือ สโตรคเพลย์และแมตเพลย์ สโตรคเพลย์ เป็นระบบที่ใช้ในการแข่งขันส่วนใหญ่ ในระบบนี้ที่ใช้ในการแข่งขันส่วนใหญ่ ในระบบนี้ ผู้เล่นแต่ละคน (หรือแต่ละทีม) จะนับคะแนนการตีของทุกหลุมเมื่อรวมเป็นคะแนนสรุป และฝ่ายที่มีจำนวนครั้งน้อยที่สุดในรอบที่กำหนดเป็นผู้ชนะ ผู้ชนะในการเล่นแบบแมตซ์เพลย์ ผู้เล่นสองคน (หรือสองทีม) จะแข่งขันกันในแต่ละหลุม ฝ่ายที่ใช้สโตรคน้อยกว่าในแต่ละหลุม จะชนะหลุมนั้น หรือถ้าใช้สโตรคเท่ากัน จะนับเป็นหลุมเสมอกัน ฝ่ายที่ชนะจำนวนหลุมมากกว่า เป็นผู้ชนะ

            การเล่นประเภททีม

มีการเล่นประเภททีมสองแบบ ที่ได้รับการบรรจุอยู่ในกฎกีฬากอล์ฟอย่างเป็นทางการ ได้แก่การเล่นแบบโฟร์ซัม และโฟร์บอล

  • โฟร์ซัม เป้นการแข่งระหว่างสองทีมที่มีผู้เล่นฝ่ายละสองคน โดยแต่ละทีมจะใช้ลูกกอล์ฟเพียงลูกเดียว และผู้เล่นต้องสลับกันตี เช่น หากทีมประกอบด้วยผู้เล่น ก.และผู้เล่น ข. หากผู้เล่น ก.ตีช็อตแรก ผู้เล่น ข. จะตีช็อตที่สอง สลับกันไปเรื่อยๆจนจบหลุม ในหลุมถัดไป ผู้เล่น ข.จะเป็นฝ่ายเริ่มช็อตแรกโดยไม่สนใจว่าใครเป็นผู้ตีคนสุดท้ายในหลุมที่ผ่านมา เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ การเล่นแบบโฟร์ซัมสามารถเล่นได้ทั้งแบบเมตซ์เพลย์และสโตรคเพลย์ นอกจกากนี้ยังมีการเล่นแบบทรีซัม ซึ่งเป็นแมตช์ระหว่างผู้เล่นสองคน ทรีซัมและโฟร์ซัม มีอยู่ในกฎกอล์ฟข้อที่ 29
  • โฟร์บอล เป็นการแข่งระหว่างสองทีมที่มีผู้เล่นฝ่ายละสองคน โดยแต่ละคนตีลูกกอล์ฟคนละหนึ่งลูก โดยการนับคะแนนจะนับคะแนนที่ต่ำกว่าของแต่ละทีมในหลุมนั้นๆ โฟร์บอลสามารถเล่นได้ทั้งแบบแมตซ์เพลบ์และสโตรคเพลย์เช่นกัน โดยมีการกล่าวถึงในกฎกอล์ฟข้อที่ 30 และ 31

ระบบแฮนดิแคป

            แฮนดิแคป หรือแต้มต่อ คือตัวเลขที่นักกอล์ฟสมัครเล่นใช้วัดความสามารถในการเล่นกอล์ฟในสิบแปดหลุม โดยสามารถนำไปใช้ในการคำนวณคะแนนในการแข่งขัน เพื่อให้นักกอล์ฟที่มีฝีมือต่างกันสามารถแข่งขันได้ มักจะจัดการโดยสมาคมกอล์ฟหรือสโมสรกอล์ฟต่างๆ ไม่มีการใช้ระบบแฮนดิแคป ในกอล์ฟอาชีพ การนับแต้มต่อ มีหลายระบบ ที่นิยมใช้กันมาก จะเป็นแบบ 36 system ที่ จะคิดคะแนนโดย ดูจากสกอร์ในแต่ละหลุม คือ ได้ ดับเบิ้ลโบกี้เท่ากับ 0 โบกี้ +1 พาร์และเบอร์ดี้ +2 โดยนำผลรวมที่ได้มาลบ 36 แต้ม คะแนนที่ได้ จะเป็นแต้มต่อนำไปลบ สกอร์ที่ได้ในวันนั้น (ให้สังเกตว่าถ้าทำเบอร์ดี้ได้จะไดเปรียบมากเพราะสกอร์น้อยกว่า พาร์แต่หักแต้มต่อเท่ากัน) สมมุติคร่าวๆ ว่า ตีได้คะแนน โบกี้ทุกหลุมจะได้คะแนนรวม 90 แต้ม จะมีแต้มเท่ากับ +1 คูณ 18 หลุม เท่ากับ 18 แต้มแฮนดิแคป(แต้มต่อของคุณ) = 36-18 = 18 สกอร์ที่ต้องปรับลด(Net score) = 90-18 = 72 สรุปว่าวันนั้นคุณตีได้ แสควร์พาร์

ฟุตบอลออนไลน์

ฟุตบอลออนไลน์ สำหรับคนชอบแทงบอล คงจะหนีไม่พ้นราคาค่าน้ำมาเลย์แน่เพราะจะได้เต็มราคาแต่จะเสียน้อยเป็นสิ่งที่นักแทงบอลออนไลน์ทั้งหลายเหล่านั้นควรคิดวิเคราะห์จากราคาที่เห็นบนตาราง คำนวนหลักการได้เสียของแต่ล่ะครั้งไม่ว่าผลที่ออกจะเป็นอย่างไรนักแทงบอลออนไลน์ควรลองคำนวนการได้เสียในแต่ละครั้งด้วยเป็นทางที่ดีที่สุด ฟุตบอลออนไลน์

ตัวอย่าง ในการวางเดิมพันแทงบอลอีกแบบก็คือ การที่ทำให้ผู้เล่นได้กำไรจากการวางเดิมพันครั้งนี้หรือกินค่าน้ำได้ คือการกดราคา-0.50ราคาน้ำแดงถ้ามีการทำประตูได้ตอนไหนเมื่อไหร่ผู้เล่นจะได้ เมื่อนั้นไม่ว่าฝ่ายไหนหรือทำประตูได้ก็ตามโอกาสที่ผู้เล่นจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบมีน้อยน้อยเพราะได้นำ1ประตูไปก่อนแล้ว

รูปแบบการทำเกมส์ลุกรับ การวางแผนของทีมฟุตบอล และตัวนักเตะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ต้องศึกษาก่อนลงเดิมพันในครั้งนี้ ถ้าหากรูปแบบเกมส์การแข่งขันนี้ฝ่ายใดมีศักยภาพที่ดีกว่าย่อมมีโอกาสคว้าชัยชนะที่สูงขึ้น และการวางแผนเล่น หากฝ่ายใดที่มีแบบแผนที่ครองบอลและทำประตูได้มากโอกาสชนะก็มี ตัวนักเตะเองก็สำคัญถ้าแนวลุกหรือรับไม่มี โอกาสที่จะคว้าชัยของทีมนั้นก็มีเช่นกัน

เทคนิค การลงเดิมพันครั้งนี้จะทำให้ผู้เล่น ไม่ต้องกลัวไม่กังวลว่าจะเสียเงินไปหมดขึ้นอยู่กับการสังเกตุและจังหวะ เพราะจะมีแต่ได้กับได้แน่นอน100เปอร์เซ็น ถ้าแทงถูกก็จะได้เต็มราคาแน่ ถึงแม้ว่าเทคนิคการวางเดิมพันครั้งนี้ แทบจะไม่เสียและไม่เสี่ยงแต่เราก็ควรจัดหาเทคนิควางแผนในการวางเดิมพันแต่ละครั้งไป เอาเงินไปลงทุนก็ควรคิดวางแผนไว้ด้วย

สำหรับ นักพนันบอล ขึ้นชื่อว่าสูตรเทคนิคต่างๆทั้งหลายแค่ได้เห็นได้ยินก็รู้สึกดีแล้วใช่แน่หรือเปล่าอย่างน้อยก็เพิ่มความมั่นใจในการตัดสินที่จะเลือกแทงบอลวางเดิมพันออนไลน์ของทางเราได้ง่ายขึ้นทุกคนเคยเจอปัญหาแทงบอลไม่เข้าบอลไม่เข้าบ้างกันมาทั้งนั้นปัญหาเหล่านั้นจะหายไปแน่เพราะได้อ่านตัวอย่างไปจะเป็นสิ่งที่เพิ่มโอกาสในการลงเดิมพันแต่ล่ะครั้งมีโอกาสสูงที่จะได้รับเงินอย่างง่ายๆ

ควรรุ้เทคนิคในการใส่บอลสเต็ปของการเดิมพันครั้งนี้

            สิ่งแรก ที่ควรทำจะมีการกำหนดขีดจำกัดในการลงเดิมพันครั้งนี้ ของการเลือกคู่บอล ลองเลือกสัก3คู่ถึง5คู่ ยิ่งเราเลือกคู่บอลเยอะเกินไปอาจจะมีโอนกาสเสียที่สูงขึ้น

            คัดเลือก ทีมที่จะต้องลงสนาม อย่างทีมใหญ่ๆต้องเจอกับทีมเล็กแล้วต้องเก็บทีมเหล่านี้มาวิเคราะห์หาผลและโอกาสที่จะคว้าชัยจัดลงมาอยู่ในบอลสเต็ปนี้ด้วย

            วันแข่งขัน หากวันไหนคู่บอลน้อย หรือการแข่งขันน้อย ควรเก็บทุนไว้สร้างโอกาสลงวางเดิมพันบอลสเต็ปภายในครั้งหน้า หากต้องปั้นทุนเพิ่มควรใส่บอลเดียวดีกว่า

ถึงแม้เรื่องราวที่นำมาเสนอให้ได้อ่านแล้ว การวางเดิมพันออนไลน์ทุกครั้งควรมีเทคนิคและแบบแผนคิดไว้อยู่เสมอ วิเคราะห์คู่บอล วันที่แข่งขัน ทีมฟุตบอล สิ่งเหล่านี้ควรคิดวิเคราะห์ให้ดีก่อนลงเดิมพันออนไลน์ทุกครั้งไป ต้องสร้างโอกาสหาเงินเข้ากระเป๋าอย่างง่ายๆ

            ราคาบอล

ราคาบอลต่อเสมอ( 0.0 หรือ 0.00 )ความหมายคือไม่มีทีมไหนชนะได้เต็ม/เสมอกันทั้งคู่ คืนทุน

  1. ราคาบอลเสมอควบครึ่ง(ปป.หรือ 0-0.50 หรือ 0.25)          ความหมายคือ
  2. ถ้าเล่นทีมต่อ ทีมต่อชนะตั้งแต่ 1 ลูกขึ้นไปได้เต็ม/เสมอเสียครึ่ง/แพ้เสียเต็ม
  3. ถ้าเล่นทีมรอง ทีมรองแพ้ 1 ลูกเสียเต็ม/เสมอได้ครึ่ง/ชนะได้เต็ม
  4. ราคาบอลครึ่งลูก( 0.5 หรือ 0.50 )ความหมายคือ
  5. ถ้าเล่นทีมต่อ ทีมต่อชนะได้เต็ม/แพ้เสียเต็ม/เสมอเสียเต็ม
  6. ถ้าเล่นทีมรอง ทีมรองชนะได้เต็ม/แพ้เสียเต็ม/เสมอได้เต็ม
  7. ราคาบอลครึ่งควบลูก( 0.5-1 หรือ 0.75 ) ความหมายคือ
  8. ถ้าเล่นทีมต่อทีมต่อชนะ 1 ลูกได้ครึ่ง/ถ้าชนะ 2 ลูกขึ้นไปได้เต็ม/แพ้เสียเต็มเสมอเสียเต็ม
  9. ถ้าเล่นทีมรอง ทีมรองแพ้ 1 ลูกเสียครึ่ง/ แพ้ 2 ลูกขึ้นไปเสียเต็ม/ถ้าเสมอได้เต็มชนะได้เต็ม
  10. ราคาบอลหนึ่งลูก(1หรือ 1.0 )ความหมายคือ
  11. ถ้าเล่นทีมต่อชนะทีมต่อชนะ 1 ลูกเจ๊าคืนทุน/ถ้าชนะ 2 ลูกขึ้นไปได้เต็ม/แพ้เสมอเสียเต็ม
  12. ถ้าเล่นทีมรองทีมรองแพ้ 1 ลูกเจ๊าคือทุน/แพ้ 2 ลูกเสียเต็ม/ถ้าเสมอได้เต็ม
  13. ราคาบอลลูกควบลูกครึ่ง( 1-1.5 หรือ 1.25 )ความหมายคือ
  14. ถ้าเล่นทีมต่อ ทีมต่อชนะ 1 ลูกเสียครึ่ง / ชนะ 2 ลูกได้เต็ม/เสมอหรือแพ้เสียเต็ม
  15. ถ้าเล่นทีมรอง ทีมรองแพ้ 1 ลูกได้ครึ่ง/แพ้ 2 ลูกเสียเต็ม/เสมอได้เต็ม
  16. ราคาบอลลูกครึ่ง( 1.5 หรือ 1.50 ) ความหมายคือ
  17. ถ้าเล่นทีมต่อ ทีมต่อชนะ 1 ลูกเสียเต็ม / ชนะ 2 ลูกได้เต็ม/เสมอแพ้เสียเต็ม
  18. ถ้าเล่นทีมรอง ทีมรองแพ้ 1 ลูกเสียเต็ม / เสมอหรือชนะได้เต็ม
  19. ราคาบอลลูกครึ่งควบสอง( 1.5-2 หรือ 1.75 ) ความหมายคือ
  20. ถ้าเล่นทีมต่อ ทีมต่อชนะ 1 ลูกเสียเต็ม / ชนะ 2 ลูกได้ครึ่ง/ชนะ 3 ลูกได้เต็ม/แพ้หรือเสมอเสียเต็ม
  21. ถ้าเล่นทีมรอง ทีมรองแพ้ 1 ลูกได้เต็ม/แพ้ 2 ลูกเสียครึ่ง/แพ้3ลูกเสียเต็ม/เสมอหรือชนะได้เต็ม

ค่าน้ำโต๊ะบอล

  • ค่าน้ำราคาขาว หมายถึง ถ้าเล่นทีมต่อ จ่าย 100 โดนหัก 20 คือได้ 80 ถ้าเล่นทีมรองจ่าย 100เสีย 100
  • ค่าน้ำ -10 ลบสิบ หมายถึง ถ้าเล่นทีมต่อหรือทีมรอง จ่าย 100 โดนหัก 10 คือได้ 90
  • ค่าน้ำ -5 ลบห้าหมายถึง ถ้าเล่นทีมต่อแทง 100 ได้ 100 เสีย 100 ถ้าเล่นทีมรองแทง 100 หัก 20 ได้ 80 เสียเต็ม
  • ค่าน้ำ+10 บวกสิบ ถ้าเล่นทีมต่อแทง 110 ได้ 80 เสียเต็ม 110 ถ้าเล่นทีมรอง แทง 100 ได้ 100 เสีย 100

ครึ่งเวลา(เฉพาะครึ่งแรก)/เต็มเวลา(HT/FT)

HT/FT เหมือนกับการทายผลการแข่งขันครับแต่การคิดผลจะคิดเฉพาะจบเกมส์ 90 นาทีไม่นับช่วงต่อเวลาพิเศษมีศัพท์เฉพาะที่จะต้องรู้ดังนี้

  • HH คือ จบครึ่งแรก ทีมเจ้าบ้านนำ และเมื่อจบเกมส์ เจ้าบ้านจะต้องชนะในการแข่งขันด้วย
  • HD คือ จบครึ่งแรก ทีมเจ้าบ้านนำ แต่จบการแข่งขันทั้ง 2 ทีมเสมอกัน
  • HA คือ จบครึ่งแรก ทีมเจ้าบ้านนำ แต่เมื่อจบเกมส์ทีม เยือนพลิกกลับมาชนะ
  • DH คือ จบครึ่งแรกทั้ง 2 ทีมเสมอกัน แต่เมื่อจบเกมส์ ทีมเจ้าบ้านเป็นฝ่ายชนะ
  • DD คือ จบครึ่งแรกทั้ง 2 ทีมเสมอกัน และเมื่อจบการแข่งขันทั้ง 2 ทีมเสมอกัน
  • DA คือ จบครึ่งแรกทีม 2 ทีมเสมอกัน และเมื่อจบการแข่งขัน ทีมเยือนจะต้องเป็นฝ่ายชนะ
  • AH คือ จบครึ่งแรก ทีมเยือนเป็นฝ่ายนำ แต่เมื่อจบการแข่งขัน ทีมเจ้าบ้านพลิกเป็นฝ่ายชนะ
  • AD คือ จบครึ่งแรก ทีมเยือนเป็นฝ่ายนำ แต่เมื่อจบการแข่งขันทั้ง 2 ทีมเสมอกัน
  • AA คือ จบครึ่งแรก ทีมเยือนเป็นฝ่ายนำ และเมื่อจบการแข่งขันจบ ทีมเยืยนเป็นฝ่ายชนะ
  • CORRECT SCORE = การทายผลการแข่งขัน เป็น สกอร์ เช่น 1-0 2-0 ขึ้นไป
  • First Goal=FG=ทีมที่ทำประตูแรกของเกม
  • First Goal scorer = ผู้เล่นที่ทำประตูแรก
  • First Goal scorcast = การเดิมพันที่ระบุผู้ยิงประแรก และ ทายสกอร์ควบกัน
  • Last Goal = LG = ทีมที่ทำประตูสุดท้ายของเกม
  • No Goal = ไม่มีการทำประตู
  • Out right = การทายผลชนะเลิศของทัวร์นาเมนต์

ราคาที่เจาะลึกทุกราคาของเว็บพนันบอลออนไลน์ เป็นราคาที่ใช้จริงๆจากทุกเว็บพนันออนไลน์ ผู้เข้าวางเดิมพันออนไลน์ทุกท่านควรศึกษาอ่านรายละเอียดได้ หากท่านสนใจเข้าร่วมเดิมพันออนไลน์จริง สามารถติดต่อทางเราได้เสมอ สอบถามได้ตลอดเวลา ไม่มีวันหยุด